อ่าน แล้วประเมิน ก่อนเชื่อ
ค้นหา ที่คั่นไว้
apps

ออสเตรเลียเตรียมฟ้อง Facebook, TikTok, YouTube และอีก 2 แอป ฐานปล่อยเด็กต่ำกว่า 16 มีบัญชี

ออสเตรเลียเตรียมฟ้อง 5 แพลตฟอร์มต่อศาลกลาง หลังผลสำรวจพบเด็กที่เคยมีบัญชีราว 7 ใน 10 ยังมีบัญชีอยู่ โทษปรับสูงสุด 109.2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

การ์ด: ออสเตรเลีย · eSafety
สารบัญ (9 หัวข้อ)
  1. สรุปประเด็นสำคัญ
  2. เกิดอะไรขึ้นบ้างตลอดเกือบหนึ่งปี
  3. กฎห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ทำงานอย่างไร
  4. แพลตฟอร์มต้องทำอะไรบ้าง
  5. ตัวเลข "เด็ก 7 ใน 10 ยังมีบัญชี" มาจากไหน
  6. โทษปรับ 49.5, 99 หรือ 109.2 ล้าน ตัวเลขไหนถูก
  7. ยังไม่ได้ฟ้อง แล้วจะเกิดอะไรต่อ
  8. คนไทยเกี่ยวไหม
  9. บทวิเคราะห์จาก ReadEval

เกือบหนึ่งปีแล้วที่ออสเตรเลียห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีโซเชียลมีเดีย แต่ผลสำรวจผู้ปกครองของหน่วยงานกำกับเองพบว่า ในกลุ่มเด็กที่มีบัญชีอยู่ก่อนกฎเริ่ม ราว 7 ใน 10 ยังมีบัญชี Facebook, Instagram, Snapchat หรือ TikTok อยู่ รัฐบาลไม่ได้มองว่ากฎล้มเหลว Anika Wells รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสาร บอกว่า "กฎหมายไม่ได้ล้มเหลว แพลตฟอร์มต่างหากที่ไม่ทำตามกฎหมาย"

Wells ให้สัมภาษณ์ Bloomberg ว่า Julie Inman Grant กรรมาธิการด้านความปลอดภัยออนไลน์ (eSafety Commissioner) กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้อง Facebook, Instagram, TikTok, Snapchat และ YouTube ต่อศาลกลาง ตอนนี้ยังไม่มีการยื่นฟ้อง แต่เมื่อเดือนกันยายน รัฐสภาเพิ่งให้อำนาจกรรมาธิการเรียกเอกสารภายในและเรียกพนักงานของบริษัทมาให้ปากคำ พร้อมเพิ่มโทษปรับสูงสุดเป็นเท่าตัว เป็น 109.2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กฎนี้คล้ายกฎห้ามขายเหล้าให้เด็ก คนที่ถูกลงโทษคือร้าน ไม่ใช่เด็กหรือพ่อแม่ แพลตฟอร์มต้องใช้ "ขั้นตอนที่สมเหตุสมผล" หาและปิดบัญชีของเด็ก กันไม่ให้สมัครใหม่ และกันการหลบเลี่ยง ต่างกันตรงที่คนขายเหล้าเห็นหน้าลูกค้า แต่แพลตฟอร์มต้องเดาอายุจากพฤติกรรมการใช้งานหรือภาพเซลฟี กฎหมายไม่ได้บังคับให้ตรวจอายุผู้ใช้ทุกคน และห้ามบังคับให้ใช้เอกสารราชการเป็นทางเดียว ส่วนคำว่า "สมเหตุสมผล" ต้องทำแค่ไหน ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน

คดีนี้จึงเป็นบททดสอบแรกว่าศาลคาดหวังให้แพลตฟอร์มทำได้แค่ไหน ขณะที่อีกหลายประเทศ เช่น อังกฤษและมาเลเซีย กำลังเตรียมกฎของตัวเอง ส่วนไทย รองนายกรัฐมนตรีเคยบอกเมื่อกลางปีว่ากำลังศึกษากฎห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียล โดยดูออสเตรเลียเป็นตัวอย่าง แต่ ReadEval ยังไม่พบร่างกฎหมายหรือกรอบเวลา

กฎนี้มีผลกับผู้ใช้ในออสเตรเลียเท่านั้น คนไทยจึงยังไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่ลูกใช้แอปเหล่านี้ ข้อมูลจากออสเตรเลียบอกว่าระบบเดาอายุของแพลตฟอร์มยังพลาดได้ และหลายบัญชีไม่เคยถูกตรวจอายุเลย การรู้ว่าลูกใช้บัญชีอะไรอยู่จึงยังเป็นหน้าที่ของคุณเอง ด้านล่างมีรายละเอียดว่าแพลตฟอร์มต้องทำอะไร ตัวเลข 7 ใน 10 มาจากไหน และไทม์ไลน์ทั้งหมด

ลงลึกสรุปประเด็น รายละเอียด วิธีเช็ก และบทวิเคราะห์

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ยังเป็นการ "เตรียมฟ้อง": รัฐมนตรี Anika Wells บอก Bloomberg เมื่อ 20 ต.ค. 2026 ว่า eSafety กำลังเตรียมคดีต่อศาลกลาง (Federal Court) กับ 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Facebook, Instagram, TikTok, Snapchat และ YouTube แต่ยังไม่มีการยื่นฟ้อง
  • อาวุธใหม่ของหน่วยงานกำกับ: กฎหมายแก้ไขที่ผ่านรัฐสภาเดือนกันยายน 2026 เพิ่มโทษปรับสูงสุดเป็น 109.2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และให้ eSafety เรียกเอกสารและเรียกคนมาให้ปากคำได้
  • ตัวเลข "7 ใน 10" ต้องอ่านให้ครบ: มาจากผลสำรวจผู้ปกครองของ eSafety เองเมื่อต้นปี 2026 และหมายถึงเด็กที่ "เคยมีบัญชีอยู่ก่อน" ไม่ใช่เด็กทั้งหมด ส่วนรายงานล่าสุดเดือนกรกฎาคมพบว่าเด็ก 10–15 ปีที่มีบัญชีลดจาก 52.4% เหลือ 42.1%
  • ไทยยังไม่มีกฎแบบนี้: มีเพียงการศึกษาที่รองนายกรัฐมนตรีประกาศเมื่อกรกฎาคม 2026 และ ReadEval ยังไม่พบร่างกฎหมาย

เกิดอะไรขึ้นบ้างตลอดเกือบหนึ่งปี

ไทม์ไลน์กฎห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีโซเชียลในออสเตรเลีย ตั้งแต่ผ่านกฎหมายปี 2024 จนถึงการเตรียมฟ้อง 5 แพลตฟอร์มในเดือนตุลาคม 2026

ออสเตรเลียผ่านกฎหมาย Online Safety Amendment (Social Media Minimum Age) Act 2024 เมื่อปลายปี 2024 และให้มีผลวันที่ 10 ธ.ค. 2025 เดือนมกราคม 2026 รัฐบาลประกาศว่าแพลตฟอร์มปิดหรือจำกัดบัญชีของผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีไปแล้ว 4.7 ล้านบัญชี และเมื่อถึงต้นเดือนมีนาคม จำนวนรวมเกิน 5 ล้านบัญชี แต่ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่แพลตฟอร์มรายงานเอง และคนหนึ่งคนอาจมีหลายบัญชี จำนวนบัญชีจึงไม่ได้บอกว่ามีเด็กกี่คนที่หลุดออกจากแพลตฟอร์มจริง

เดือนมีนาคม eSafety ออกรายงานติดตามการปฏิบัติตามกฎฉบับแรก และเปิดสอบสวน 5 แพลตฟอร์มฐาน "อาจไม่ปฏิบัติตาม" ปลายเดือนมิถุนายนรัฐบาลเสนอแก้กฎหมายให้โทษหนักขึ้น โดย Wells กล่าวกับสื่อว่า "กรรมาธิการพบว่าบริษัทเหล่านี้ใช้กลอุบายสกปรกหลายอย่างเพื่อบ่อนทำลายกฎหมายของออสเตรเลีย" และนายกรัฐมนตรี Anthony Albanese บอกว่ายังมีเด็กอยู่บนโซเชียลมากเกินไป

กฎหมายแก้ไขผ่านรัฐสภาในเดือนกันยายน และอำนาจใหม่มีผลตั้งแต่ 12 ก.ย. 2026 ตามที่ Tech Times รายงาน จากนั้น Wells กล่าวที่ National Press Club ในกรุงแคนเบอร์ราเมื่อ 15 ต.ค. ว่า "กฎหมายไม่ได้ล้มเหลว แพลตฟอร์มต่างหากที่ไม่ทำตามกฎหมาย" และบอก Bloomberg ในอีกไม่กี่วันต่อมาว่า "ตอนนี้เธอมีอำนาจมากขึ้นที่จะรวบรวมหลักฐานที่ต้องใช้ เพื่อนำ 5 บริษัทนี้ขึ้นศาลกลาง" และ "เธอกำลังใช้อำนาจเหล่านั้นเตรียมคดี" (คำแปลของ ReadEval)

ฝั่งบริษัท Meta และ eSafety ไม่ได้ให้ความเห็นทันทีกับ Bloomberg ส่วน Snap, TikTok และ Google ไม่ได้ตอบกลับ

กฎห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ทำงานอย่างไร

หัวใจของกฎอยู่ที่ข้อเดียว คือผู้ให้บริการ "แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่จำกัดอายุ" ต้องใช้ขั้นตอนที่สมเหตุสมผล (reasonable steps) เพื่อไม่ให้ผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชี จุดที่คนมักเข้าใจผิดมีดังนี้

  • ห้ามมีบัญชี ไม่ได้ห้ามเห็นเนื้อหา: กฎพูดถึงการมีบัญชี รายงานของ eSafety จึงแยกตัวเลข "มีบัญชี" กับ "ใช้งาน" ออกจากกัน (ดูหัวข้อตัวเลขด้านล่าง)
  • เด็กและพ่อแม่ไม่มีความผิด: ภาระทั้งหมดอยู่ที่แพลตฟอร์ม และไม่มีข้อยกเว้นให้พ่อแม่อนุญาตแทน
  • ไม่ใช่ทุกแอป: รายชื่อชุดแรกมี 10 แพลตฟอร์ม คือ Facebook, Instagram, Threads, TikTok, Snapchat, YouTube, X, Reddit, Kick และ Twitch ต่อมามีบริการอื่นเข้าข่ายเพิ่ม เช่น Bluesky, Lemon8, Yubo และแอปหาคู่อย่าง Tinder และ Hinge ส่วนบริการที่มีไว้ส่งข้อความ อีเมล โทรคุย หรือเล่นเกมออนไลน์เป็นหลัก รวมถึงบริการด้านการศึกษาและสุขภาพ ไม่เข้าข่าย eSafety ระบุว่า WhatsApp, Messenger, Discord, Steam, GitHub, Google Classroom และ YouTube Kids อยู่นอกขอบเขต
  • eSafety สอบสวนแค่ 5 จาก 10: อีก 5 แพลตฟอร์มในรายชื่อชุดแรก เช่น X, Reddit และ Threads ยังไม่ได้ถูกสอบสวนตามที่มีรายงาน

แพลตฟอร์มต้องทำอะไรบ้าง

กฎหมายไม่ได้กำหนดเทคโนโลยีที่ต้องใช้ แนวปฏิบัติของ eSafety ที่ออกเมื่อเดือนกันยายน 2025 จึงเขียนเป็นหลักการ ตามสรุปของสำนักงานกฎหมาย Clayton Utz และ DLA Piper

เรื่องสิ่งที่แนวปฏิบัติและกฎหมายกำหนด
แนวทางรวมใช้หลายมาตรการซ้อนกัน (layered) ทั้งหาบัญชีของเด็กแล้วปิด กันการสมัครใหม่ และลดการหลบเลี่ยง ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกแพลตฟอร์ม
ให้ผู้ใช้กรอกอายุเองใช้อย่างเดียวไม่นับเป็นขั้นตอนที่สมเหตุสมผล eSafety คาดหวังการตรวจแบบหลายชั้นต่อกัน (waterfall)
ผู้ใช้เดิมทุกคน"ไม่มีข้อกำหนดให้ต้องตรวจอายุผู้ใช้ทุกคน" ให้เน้นปิดบัญชีของเด็กที่ยังใช้งาน และกันไม่ให้สมัครใหม่ทันที
เอกสารราชการบังคับให้ใช้เอกสารราชการเป็นทางเดียวไม่ได้ ต้องมีทางเลือกอื่น
ข้อมูลส่วนตัวไม่ควรเก็บข้อมูลส่วนตัวไว้เป็นบันทึกการตรวจอายุของแต่ละคน
ผู้ใหญ่ที่ถูกปิดผิดต้องมีช่องทางทบทวนให้ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไปขอคืนบัญชีได้
ความหนักเบาบริการที่เสี่ยงสูงต้องใช้มาตรการเข้มกว่า โดยดูความเป็นไปได้ทางเทคนิคและธุรกิจประกอบ

วิธีที่แพลตฟอร์มใช้จริงมีทั้งให้ AI ดูพฤติกรรมการใช้งาน ตรวจเอกสารผ่านบริษัทภายนอก ถ่ายเซลฟี หรือประเมินอายุจากใบหน้า Meta บอกว่าปิดบัญชี Facebook และ Instagram ในออสเตรเลียไปแล้วกว่า 750,000 บัญชี โดยให้ AI อ่านโพสต์ ประวัติย่อ และคำบรรยายภาพเพื่อหาเบาะแส เช่น งานวันเกิดหรือชั้นเรียน

ปัญหาที่ eSafety พบในรายงานเดือนมีนาคม ตามสรุปของ The Conversation มี 4 ข้อ คือ ข้อความบนบางแพลตฟอร์มชวนให้เด็กลองตรวจอายุแม้จะบอกไปแล้วว่าอายุไม่ถึง บางแพลตฟอร์มให้ลองวิธีตรวจอายุเดิมซ้ำได้เรื่อย ๆ จนผ่าน ช่องทางแจ้งบัญชีของเด็กใช้ยาก โดยเฉพาะสำหรับพ่อแม่ และบางแพลตฟอร์มทำน้อยเกินไป แต่รายงานไม่ได้ระบุว่าข้อไหนเป็นของแพลตฟอร์มใด

ตัวเลข "เด็ก 7 ใน 10 ยังมีบัญชี" มาจากไหน

ข่าวหลายสำนักใช้ตัวเลขนี้โดยไม่บอกที่มา ReadEval ตามไปพบว่ามาจากผลสำรวจผู้ปกครองแบบเร่งด่วน (pulse survey) ของ eSafety เอง ซึ่งอยู่ในรายงานติดตามการปฏิบัติตามกฎเดือนมีนาคม 2026

  • ผู้ตอบ: ผู้ปกครอง 898 คนที่มีลูกอายุ 8–15 ปี
  • ช่วงเก็บข้อมูล: 19 ม.ค.–2 ก.พ. 2026 หรือราว 6–8 สัปดาห์หลังกฎเริ่ม
  • ผลหลัก: ในกลุ่มเด็กที่มีบัญชีอยู่ก่อน 10 ธ.ค. 2025 ยังมีบัญชีอยู่ที่ Snapchat 69.4% TikTok 69.3% Instagram 69.1% Facebook 63.6% และ YouTube 48.5%
  • เหตุผลที่บัญชียังอยู่: ในกลุ่มที่ลูกยังมีบัญชี เหตุผลที่ผู้ปกครองตอบมากที่สุด (66.8%) คือแพลตฟอร์มยังไม่เคยขอให้ลูกยืนยันอายุ

ดังนั้น "7 ใน 10" ที่ถูกต้องคือ "7 ใน 10 ของเด็กที่เคยมีบัญชีก่อนกฎเริ่ม" ไม่ใช่ 7 ใน 10 ของเด็กทั้งประเทศ ถ้านับเด็ก 8–15 ปีทั้งหมดในผลสำรวจเดียวกัน สัดส่วนที่มีบัญชีอย่างน้อยหนึ่งแพลตฟอร์มลดจาก 49.7% เหลือ 31.3% หรือราว 3 ใน 10

ตัวเลขชุดอื่นที่ถูกอ้างถึงมีดังนี้ และวัดคนละอย่างกัน

แหล่งวัดอะไรผล
ผลสำรวจผู้ปกครองของ eSafety (ม.ค.–ก.พ. 2026, 898 คน)เด็กที่เคยมีบัญชี ยังมีบัญชีอยู่ไหมราว 63–69% บน Facebook, Instagram, Snapchat และ TikTok
รายงาน 3 เดือนของ eSafety กับ Stanford Social Media Lab (เผยแพร่ 31 ก.ค. 2026, ติดตามเด็กกว่า 4,000 คนกับผู้ปกครอง)เด็ก 10–15 ปีที่มีบัญชี52.4% ก่อนกฎ เหลือ 42.1%
รายงานชุดเดียวกันเด็กที่ยังใช้แพลตฟอร์มที่จำกัดอายุ (มีบัญชีหรือไม่ก็ได้)85.9% เหลือ 81.5%
ตัวเลขที่แพลตฟอร์มรายงานบัญชีที่ถูกปิดหรือจำกัด4.7 ล้านบัญชีภายในกลางเดือนธันวาคม 2025 และเกิน 5 ล้านบัญชีภายในต้นเดือนมีนาคม
งานวิจัยฉบับร่างของ University of Chicago (อ้างโดย Tech Times)วัยรุ่น 14–15 ปีที่ยังใช้แพลตฟอร์มต้องห้ามราว 73%

รายงาน 3 เดือนยังบอกว่าเด็กยังมีบัญชีอยู่ได้อย่างไร ในกลุ่มเด็กที่ยังมีบัญชี มากกว่าครึ่งเล็กน้อยบอกว่าไม่เคยถูกขอให้พิสูจน์อายุ 37.1% มีอายุในบัญชีเป็น 16 ปีขึ้นไปทั้งที่อายุยังไม่ถึง และ 18.2% ผ่านการตรวจอายุที่ประเมินผิดว่าอายุถึง ส่วนวิธีหลบเลี่ยงที่เด็กยอมรับมีทั้งพยายามหลอกระบบตรวจอายุ เช่น แต่งหน้าหรือใช้บัตรของคนอื่น (12%) ให้พ่อแม่ช่วย (10.9%) เปิดบัญชีใหม่หลังถูกปิด (8.5%) และใช้ VPN (7.4%) Julie Inman Grant เขียนประกอบรายงานว่า สาเหตุหลักที่การใช้งานลดลงไม่มาก "ดูเหมือนจะเป็นเพราะแพลตฟอร์มนำมาตรการตรวจอายุไปใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ"

ข้อควรระวังคือ ผลสำรวจผู้ปกครองสะท้อนเฉพาะสิ่งที่พ่อแม่รู้ และรายงาน 3 เดือนเองพบว่าสัดส่วนพ่อแม่ที่ไม่รู้ว่าลูกใช้โซเชียลในช่วง 4 สัปดาห์ก่อนหน้าเพิ่มจาก 23.3% เป็น 33.3% ส่วนงานของ University of Chicago เป็นฉบับร่าง (working paper) ที่ยังไม่ผ่านการตรวจโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และ ReadEval ยังไม่ได้อ่านต้นฉบับ

โทษปรับ 49.5, 99 หรือ 109.2 ล้าน ตัวเลขไหนถูก

สื่อแต่ละช่วงเวลาใช้ตัวเลขต่างกัน เพราะโทษในกฎหมายออสเตรเลียเขียนเป็น "หน่วยโทษ" (penalty unit) ไม่ใช่จำนวนเงินตายตัว

ช่วงเวลาตัวเลขที่รายงานที่มา
ตอนกฎเริ่ม150,000 หน่วยโทษ หรือราว 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียแนวปฏิบัติของ eSafety (ตามสรุปของ Clayton Utz)
29 มิ.ย. 2026เสนอเพิ่มเป็นเท่าตัวเป็น 99 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียReuters
หลังกฎหมายแก้ไขมีผล300,000 หน่วยโทษ หรือ 109.2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)Bloomberg, หน้าคำถามที่พบบ่อยของ eSafety

ReadEval คำนวณว่า 49.5 ล้านหารด้วย 150,000 หน่วยเท่ากับ 330 ดอลลาร์ต่อหน่วย ส่วน 109.2 ล้านหารด้วย 300,000 หน่วยเท่ากับ 364 ดอลลาร์ต่อหน่วย แปลว่ามูลค่าต่อหน่วยโทษสูงขึ้นในระหว่างนั้น ตัวเลข 99 ล้านในเดือนมิถุนายนจึงเป็นการคูณสองจากมูลค่าเดิม ทั้งสามตัวเลขไม่ได้ขัดกัน และสอดคล้องกับที่ eSafety เคยระบุว่า 150,000 หน่วยมีมูลค่า 54.6 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในช่วงหลัง ทั้งนี้ Tech Times เขียนว่าโทษสูงสุดคิด "ต่อการละเมิดหนึ่งครั้ง" แต่ Bloomberg เขียนเพียงว่าเป็นโทษสูงสุด ReadEval ยังยืนยันจากตัวบทไม่ได้ว่าคิดอย่างไร

นอกจากโทษปรับ กฎหมายแก้ไขยังให้ eSafety เรียกเอกสารจากแพลตฟอร์ม เช่น รายงานการประชุมบอร์ดและอีเมลภายใน และจากบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการตรวจอายุและร้านแอป เพื่อเทียบกับสิ่งที่แพลตฟอร์มอ้าง รวมถึงเรียกพนักงานหรืออดีตพนักงานมาให้ปากคำ Tech Times รายงานว่าผู้ที่ปฏิเสธไม่ตอบคำถามมีโทษจำคุกได้ถึง 12 เดือน ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม กรรมาธิการบอกวุฒิสภาว่าเธอยังบังคับให้แพลตฟอร์มส่งเอกสารภายในสำคัญไม่ได้

ยังไม่ได้ฟ้อง แล้วจะเกิดอะไรต่อ

ขั้นต่อไปคือ eSafety ต้องยื่นคดีแพ่งขอให้ศาลกลางสั่งปรับ ซึ่งยังไม่มีกำหนดวัน ประเด็นที่ศาลต้องตัดสินคือแพลตฟอร์มแต่ละแห่ง "ใช้ขั้นตอนที่สมเหตุสมผล" แล้วหรือยัง eSafety เองเคยบอกว่าเรื่องนี้ "ท้ายที่สุดเป็นคำถามที่ศาลต้องตัดสิน" Tech Times ตั้งข้อสังเกตว่า เพราะมาตรฐานนี้ดูเป็นรายกรณี แม้รัฐบาลจะชนะคดี ก็อาจไม่ได้มาตรฐานทางเทคนิคที่ชัดเจนว่าการตรวจอายุต้องทำอย่างไร

อีกเส้นทางหนึ่งอาจเปลี่ยนเกมทั้งหมด กลุ่ม Digital Freedom Project ร่วมกับเยาวชนอายุ 15 ปี 2 คน และ Reddit แยกกันฟ้องต่อศาลสูง (High Court) ตั้งแต่ปลายปี 2025 ว่ากฎนี้ขัดหลักเสรีภาพในการสื่อสารทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองโดยนัย Reddit ยังขอให้ศาลสั่งไม่ให้นับตนเป็นแพลตฟอร์มจำกัดอายุ แต่ระหว่างนี้ก็ยอมทำตามกฎ Tech Times รายงานว่าศาลสูงนัดพิจารณาในเดือนพฤศจิกายน 2026 และถ้าศาลตัดสินว่ากฎขัดรัฐธรรมนูญ คดีที่ศาลกลางก็อาจไม่มีความหมาย ReadEval ยังตรวจวันนัดนี้กับตารางของศาลไม่ได้

ฝั่งแพลตฟอร์ม Meta ยืนยันว่าทำตามกฎ และเสนอว่าการตรวจอายุควรทำครั้งเดียวที่ระดับระบบปฏิบัติการหรือร้านแอป แทนที่แต่ละแอปจะตรวจกันเอง ขณะที่ DIGI สมาคมอุตสาหกรรมที่มี Meta, Google, TikTok และ Snap เป็นสมาชิก เรียกร้องให้จำกัดอำนาจเรียกเอกสารของกรรมาธิการ

อีกเรื่องที่ถูกยกขึ้นมาคือความเป็นส่วนตัว ยิ่งรัฐกดดันให้ตรวจอายุเข้มขึ้น ข้อมูลใบหน้าและเอกสารก็ยิ่งไหลไปที่บริษัทตรวจอายุมากขึ้น Tech Times ยกตัวอย่างเหตุข้อมูลรั่วของผู้ให้บริการตรวจอายุ เช่น ระบบของบริษัทภายนอกที่ Discord ใช้ ซึ่งทำให้ภาพบัตรประจำตัวของผู้ใช้ราว 70,000 คนหลุดในปี 2025

คนไทยเกี่ยวไหม

กฎหมายนี้บังคับใช้กับผู้ใช้ในออสเตรเลีย แม้ทั้ง 5 แพลตฟอร์มที่ถูกเรียกชื่อจะเป็นแอปที่คนไทยใช้ทุกวัน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าแพลตฟอร์มจะนำระบบตรวจอายุแบบเดียวกันมาใช้ในไทย

ฝั่งไทย สำนักข่าว VNA ของเวียดนามรายงานเมื่อ 2 ก.ค. 2026 ว่าทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประกาศว่าไทยกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของกฎหมายห้ามเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย โดย สสส. จะประเมินผลกระทบและความเป็นไปได้จากประสบการณ์ของประเทศอื่น รวมถึงออสเตรเลีย รายงานไม่ได้ระบุกรอบเวลา และ ReadEval ยังไม่พบร่างกฎหมายหรือความคืบหน้าหลังจากนั้น

ประเทศอื่นก็เดินตามในจังหวะต่างกัน Al Jazeera รายงานว่าอังกฤษวางแผนห้ามตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี 2027 เดนมาร์กเตรียมห้ามเด็กต่ำกว่า 15 ปี มาเลเซียเตรียมห้ามบัญชีของเด็กต่ำกว่า 16 ปี และกรีซเตรียมห้ามเด็กต่ำกว่า 15 ปีตั้งแต่ 1 ม.ค. 2027 หากผ่านรัฐสภา

บทวิเคราะห์จาก ReadEval

Ade · โต๊ะแอปและแพลตฟอร์ม

ออสเตรเลียพิสูจน์แล้วว่าการออกกฎห้ามทำได้ แต่คดีนี้จะเป็นครั้งแรกที่ต้องพิสูจน์ว่าบังคับใช้ได้จริง

ตัวเลขทุกชุดชี้ไปทางเดียวกันว่ากฎได้ผลบ้าง แต่ไม่มากนัก สัดส่วนเด็กที่มีบัญชีลดลงจริง แต่ส่วนใหญ่ของเด็กที่เคยมีบัญชียังอยู่ และเหตุผลที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่เด็กเก่งหลบเลี่ยง แต่เป็นเพราะแพลตฟอร์มไม่เคยถามอายุ ข้อนี้ทำให้ข้ออ้างของรัฐบาลที่ว่า "แพลตฟอร์มไม่ทำตาม" มีน้ำหนัก แต่กฎหมายเองก็เปิดช่องไว้ เพราะไม่บังคับให้ตรวจทุกคน และไม่ได้บอกว่า "สมเหตุสมผล" คือแค่ไหน จนต้องให้ศาลตีความ

สำหรับผู้อ่านไทย สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่ว่าไทยจะห้ามเมื่อไร แต่คือคำถามที่ออสเตรเลียกำลังตอบ ได้แก่ ใครควรเป็นผู้ตรวจอายุ ระหว่างแต่ละแอปหรือร้านแอป ข้อมูลใบหน้าและบัตรที่ใช้ตรวจจะถูกเก็บแค่ไหน และเมื่อเด็กที่ยังมีบัญชีเกือบ 1 ใน 5 ผ่านการตรวจอายุที่ประเมินผิด ภาระสุดท้ายจะตกอยู่กับใคร ถ้าไทยเดินตามจริง คำตอบจากศาลออสเตรเลียน่าจะเป็นต้นแบบที่ถูกหยิบมาใช้ก่อน

แหล่งที่มา

  1. The Star (Bloomberg): Australia to sue Facebook, TikTok for alleged breaches of ban
  2. Bloomberg ผ่าน Yahoo News: Australia to sue social media firms over alleged age-ban breaches
  3. Tech Times: Australia Prepares to Sue Meta, TikTok, Snap and YouTube Over Under-16 Non-Compliance
  4. The Next Web: Australia set to sue Meta, TikTok, Snap and YouTube, Bloomberg reports
  5. Reclaim The Net: Australia's social media age verification law demands aren't working, so it's going to court
  6. eSafety Commissioner: Social Media Minimum Age compliance update (มี.ค. 2026)
  7. Auslume: Under-16 social media ban: what eSafety found in the first three months (สรุปผลสำรวจผู้ปกครองของ eSafety)
  8. The Conversation: Social media giants are not complying with under-16s social media ban, new report finds
  9. eSafety Commissioner: Early days, early insights (รายงาน 3 เดือน, 31 ก.ค. 2026)
  10. Mirage News: Early insights from eSafety's comprehensive evaluation project
  11. Biometric Update: No age checks for half of Australian kids but social media accounts still drop 10%
  12. Al Jazeera: Australia's under-16 social media ban failing, study shows
  13. Al Jazeera: Australia declares child social media ban victory as 4.7m accounts closed
  14. Reuters: Australia to give regulator more power to pursue big tech over under-16 ban
  15. The Nightly: Australia accuses big tech firms of 'dirty tricks' over under-16s social media ban
  16. รัฐมนตรี Anika Wells: Australia doubles down on social media law
  17. eSafety Commissioner: Social media 'ban' or delay FAQs
  18. Clayton Utz: Social media age restrictions – eSafety Commissioner provides regulatory guidance
  19. DLA Piper Privacy Matters: Australia's social media ban and eSafety's regulatory guidance
  20. Wikipedia: Online Safety Amendment (Social Media Minimum Age) Act 2024
  21. NBC News (AP): Reddit challenges Australia's law banning children under 16 from social media
  22. VietnamPlus (VNA): Thailand considers social media ban for children under 16
  23. Wikimedia Commons: Flag of Australia