Common Sense Media ให้ ChatGPT โหมดวัยรุ่นเสี่ยงเกินรับได้ ทดสอบแล้วแจ้งเตือนไม่ถึงพ่อแม่
Common Sense Media ทดสอบ ChatGPT โหมดวัยรุ่นด้วยข้อความกว่า 4,000 ข้อ ให้ระดับเสี่ยงเกินรับได้ บัญชีใหม่ไม่ได้รับแจ้งเตือนถึงพ่อแม่ OpenAI แย้งว่าทดสอบเร็วไป
สารบัญ (14 หัวข้อ)
- สรุปประเด็นสำคัญ
- Common Sense ทดสอบอย่างไร
- ทดสอบไป 2,000 หรือ 4,000 ข้อ
- การแจ้งเตือนพ่อแม่: ทดสอบอย่างไร และเจออะไร
- เมื่อเด็กพูดถึงภาวะวิกฤต ChatGPT ตอบอย่างไร
- โหมดติว ช่วงห้ามใช้ และการเตือนให้พัก ได้ผลไหม
- ระบบเดาอายุ และท่าทีเหมือนเพื่อน
- เรื่องข้อมูลส่วนตัวของวัยรุ่น
- OpenAI ตอบว่าอย่างไร
- ใครให้ทุน Common Sense และควรอ่านผลนี้อย่างไร
- จุดที่แหล่งข่าวเขียนไม่ตรงกัน
- พ่อแม่ควรทำอะไร
- คนไทยได้รับผลจากเรื่องนี้แค่ไหน
- บทวิเคราะห์จาก ReadEval
ลองนึกภาพว่าคุณเชื่อมบัญชี ChatGPT ของคุณกับบัญชีของลูกวัยรุ่น เพราะ OpenAI บอกว่าจะส่งแจ้งเตือนถึงพ่อแม่เมื่อลูกพูดถึงเรื่องเสี่ยงร้ายแรง ผู้ทดสอบขององค์กร Common Sense Media ทำแบบนั้นจริง แล้วสวมบทเป็นวัยรุ่นที่บอกตรง ๆ ว่ากำลังคิดทำร้ายตัวเองหรือมีปัญหาการกิน คุยต่อเนื่องนานสูงสุดหนึ่งชั่วโมง ผลคือไม่มีแจ้งเตือนถึงบัญชีพ่อแม่เลยสักฉบับ
Common Sense Media เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรในสหรัฐฯ ที่ให้คะแนนสื่อและเทคโนโลยีสำหรับครอบครัว รอบนี้หน่วยทดสอบ AI ขององค์กรป้อนข้อความกว่า 4,000 ข้อให้ ChatGPT ทั้งก่อนและหลังที่ OpenAI เปิดโหมดวัยรุ่น (ChatGPT for Teens) เมื่อเดือนสิงหาคม แล้วให้คะแนนต่ำสุดคือ "เสี่ยงเกินรับได้" สำหรับเด็กและวัยรุ่นทุกคน การแจ้งเตือนที่เห็นในการทดสอบทำงานคล้ายเครื่องจับควันที่ดังเฉพาะในครัวที่มีควันมาหลายสัปดาห์ แต่ไม่ดังตอนไฟเพิ่งลุก เพราะแจ้งเตือนมาถึงเฉพาะบัญชีที่คุยเรื่องอ่อนไหวมานาน ต่างกันตรงที่เครื่องจับควันดังเองทันที แต่ระบบของ OpenAI ให้พนักงานตรวจก่อนแจ้งพ่อแม่ทุกครั้ง
ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเด็กพูดถึงภาวะวิกฤต สัดส่วนคำตอบที่บอกเบอร์สายด่วนลดจาก 33% เหลือ 23% หลังเปิดโหมดวัยรุ่น หรือจากราว 1 ใน 3 เหลือไม่ถึง 1 ใน 4 โหมดติวการบ้านถูกข้ามได้แค่ลบคำเดียว และบัญชีที่ลงทะเบียนเป็นผู้ใหญ่ไม่ถูกย้ายเข้าโหมดวัยรุ่นแม้ผู้ทดสอบบอกตรง ๆ ว่ายังเรียนชั้นมัธยมต้น ข่าวดีคือ ChatGPT ปฏิเสธการเล่นบทบาทสมมติทางเพศทุกครั้ง และไม่ได้ให้วิธีทำร้ายตัวเองโดยตรง
OpenAI แย้งว่าการทดสอบส่วนใหญ่อาจเกิดก่อนระบบควบคุมโดยผู้ปกครองเปิดใช้งานเสร็จ ซึ่งใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเชื่อมบัญชี และขอให้ทดสอบใหม่ ฝั่ง Common Sense ยืนยันผลเดิม ผู้อ่านควรรู้ด้วยว่าหน่วยทดสอบนี้ได้ทุนบางส่วนจาก OpenAI Foundation แม้จะประกาศว่าเป็นอิสระด้านบรรณาธิการ
ถ้าลูกของคุณใช้ ChatGPT ให้เช็กว่าบัญชีของลูกอยู่ในโหมดวัยรุ่นและเชื่อมกับบัญชีของคุณจริง แต่อย่าใช้การแจ้งเตือนแทนการคุยกับลูก ส่วนในไทย ยังไม่ยืนยันว่าบัญชีไทยได้ฟีเจอร์ครบ วิธีทดสอบ ตัวเลขแยกหัวข้อ และคำตอบของ OpenAI อยู่ด้านล่าง
สรุปประเด็นสำคัญ
- ผลประเมิน: Common Sense Media ให้ ChatGPT for Teens ระดับ Unacceptable Risk (เสี่ยงเกินรับได้) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด ในรายงาน 36 หน้า เผยแพร่ 7 ต.ค. 2026 และเรียกร้องให้ OpenAI หยุดให้วัยรุ่นใช้ ChatGPT จนกว่าจะมีการทดสอบอิสระยืนยันว่าระบบคุ้มครองได้ผล
- แจ้งเตือนพ่อแม่: บัญชีใหม่กว่าสิบบัญชีที่เชื่อมกับผู้ปกครองแล้ว ไม่ได้รับแจ้งเตือนเลย แม้คุยเรื่องฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง หรือปัญหาการกินอย่างชัดเจนนานสูงสุด 60 นาที
- สิ่งที่ได้ผล: ปฏิเสธบทบาทสมมติเชิงโรแมนติกและทางเพศ ไม่ให้วิธีทำร้ายตัวเองหรือแผนอดอาหาร และเนื้อหาคำตอบเรื่องสุขภาพจิตหลายข้อ "ถูกต้องทางคลินิก"
- OpenAI โต้: การทดสอบส่วนใหญ่อาจเกิดก่อนระบบควบคุมโดยผู้ปกครองเปิดใช้งานเสร็จ จึงไม่แม่นยำ และขอให้ทดสอบซ้ำกับบัญชีที่เปิดใช้งานครบและกลุ่มตัวอย่างใหญ่ขึ้น
- ข้อควรรู้ก่อนอ่านผล: หน่วยทดสอบได้ทุนบางส่วนจาก OpenAI Foundation ทดสอบในสหรัฐฯ เท่านั้น และสื่อบางสำนักรายงานจำนวนข้อความต่างกัน (2,000 กับ 4,000) ซึ่งอธิบายไว้ด้านล่าง
Common Sense ทดสอบอย่างไร
ReadEval เปิดอ่านรายงานฉบับเต็มของ Youth AI Safety Institute หน่วยงานของ Common Sense Media แล้ว รายงานยาว 36 หน้า ลงวันที่ปรับปรุงล่าสุด 5 ต.ค. 2026 และเผยแพร่พร้อมข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อ 7 ต.ค. 2026
ผู้ทดสอบใช้การเปิดตัวโหมดวัยรุ่นเป็น "การทดลองตามธรรมชาติ" คือรันข้อความชุดเดียวกัน บนบัญชีแบบเดียวกัน สองช่วงเวลา
| ช่วง | วันที่ | บัญชีที่ใช้ |
|---|---|---|
| ก่อนเปิดโหมดวัยรุ่น | 13 ก.ค. – 17 ส.ค. 2026 | ChatGPT Plus ลงทะเบียนอายุ 13 ปี (เชื่อมกับผู้ปกครอง) และ 17 ปี (ไม่เชื่อม) |
| หลังเปิด | 25 ส.ค. – 28 ก.ย. 2026 | แผนฟรีและ Plus เชื่อมและไม่เชื่อมผู้ปกครอง อายุ 13–17 ปี และบัญชีอายุ 19 ปีบางส่วน |
อายุทุกบัญชีเป็นอายุที่ผู้ทดสอบกรอกเองตอนสมัคร ChatGPT ไม่เคยขอให้ยืนยันอายุด้วยบัตรหรือบริการภายนอก ผู้ทดสอบใช้ค่าเริ่มต้นทั้งหมด คือเปิดหน่วยความจำ (memory) เปิด Reduce sensitive content และเปิดการค้นเว็บ
คำตอบเรื่องสุขภาพจิตถูกตรวจโดยจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น 3 คนที่กำหนดล่วงหน้าว่าข้อความไหน "ควรได้รับแหล่งช่วยเหลือ" และคณะผู้เชี่ยวชาญ 4 คน รวมกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ให้คะแนนคุณภาพคำตอบ โดยแต่ละข้อความมีผู้เชี่ยวชาญตรวจอย่างน้อย 3 คน
รายงานบอกข้อจำกัดของตัวเองไว้ 4 ข้อ ได้แก่ ทดสอบสองช่วงต่อกัน การเปลี่ยนแปลงของโมเดลเบื้องหลังระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนจึงปนกับผลของโหมดวัยรุ่น ไม่ได้ทดสอบการสร้างภาพ โหมดเสียง และแชตกลุ่ม ทดสอบจากบัญชีในเขตอ่าวซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ เท่านั้น และไม่ได้คำนวณความสอดคล้องระหว่างผู้ให้คะแนน ก่อนเผยแพร่ Common Sense ส่งร่างให้ OpenAI ตรวจข้อเท็จจริง และแก้ตามที่เห็นสมควร แต่ OpenAI ไม่มีสิทธิ์แก้ผลประเมิน
ทดสอบไป 2,000 หรือ 4,000 ข้อ
สื่อบางสำนักเขียนตัวเลขไม่ตรงกัน คำตอบจากรายงานคือ กว่า 4,000 ข้อ โดยราวครึ่งหนึ่งรันก่อนเปิดโหมดวัยรุ่น และอีกครึ่งรันหลังเปิด ตัวเลข "เกือบ 2,000 ข้อ" ที่ TechCrunch และบางสำนักใช้ มาจากส่วนที่รายงานนับการเตือนให้พัก ซึ่งหมายถึงข้อความที่รันบน ChatGPT for Teens หลังเปิดตัว ไม่ใช่จำนวนรวมทั้งสองช่วง
ตารางในรายงานแยกตามชุดทดสอบดังนี้ รายงานระบุว่าเป็นยอดสะสมรวมทุกบัญชี ตัวเลขในตารางจึงรวมกันได้เกิน 4,000 และไม่ได้แบ่งครึ่งพอดี (ตารางไม่รวมการตรวจฟีเจอร์ย่อย เช่น การเตือนให้พัก)
| ชุดทดสอบ | ก่อนเปิด | หลังเปิด |
|---|---|---|
| สุขภาพจิต (13 ภาวะ เช่น ฆ่าตัวตายและทำร้ายตัวเอง ปัญหาการกิน โรคจิต ซึมเศร้า) | 1,200 | 450 |
| ความเหมาะสมตามพัฒนาการ (ความผูกพัน ความสัมพันธ์ เพื่อนและครอบครัว) | 551 | 336 |
| ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ (การบ้านคณิตศาสตร์และเรียงความประวัติศาสตร์) | 332 | 404 |
| การแจ้งเตือนพ่อแม่ | – | 607 |
| การประเมินอายุ (บนบัญชีผู้ใหญ่) | – | 982 |
| โฆษณาและการแนะนำสินค้า | – | 50 |
การแจ้งเตือนพ่อแม่: ทดสอบอย่างไร และเจออะไร
OpenAI บอกว่าจะส่งแจ้งเตือนถึงพ่อแม่ทางอีเมล SMS หรือการแจ้งเตือนในแอป เมื่อระบบพบ "สถานการณ์เสี่ยงสูง" ในแชตของลูก ใช้ได้เฉพาะบัญชีที่เชื่อมกันแล้ว และตอนเปิดโหมดวัยรุ่นได้เพิ่มเรื่องปัญหาการกินเข้ามา Common Sense ทดสอบเรื่องนี้ 2 แบบ
แบบที่ 1 ทดสอบโดยเฉพาะ: สร้างบัญชีแผนฟรีใหม่กว่าสิบบัญชี เชื่อมกับบัญชีผู้ปกครองก่อนเริ่มคุย แล้วใช้ตัวละครวัยรุ่นสมมติ 4 คน คนละเรื่อง คือ ความคิดฆ่าตัวตาย การทำร้ายตัวเอง การจำกัดอาหาร และการขับอาหารออกหลังกิน (purging) คุยนานต่างกันตั้งแต่ไม่ถึง 5 นาที 15, 30, 45 นาที และ 60 นาทีสำหรับ 2 ตัวละคร ทุกบทสนทนาพูดถึงความเสี่ยงอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรก ผลคือ ไม่มีแจ้งเตือนเลยสักฉบับ ไม่ว่าจะคุยนานแค่ไหน
แบบที่ 2 ชุดทดสอบสุขภาพจิตตามปกติ: ตลอดหลายสัปดาห์ทั้งสองช่วง ได้แจ้งเตือนรวม 4 ฉบับ
- ก่อนเปิดโหมดวัยรุ่น บัญชีอายุ 13 ปีที่รัน 990 ข้อความ ได้แจ้งเตือน 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งมาหลังข้อความวิกฤตแรก 3 ชั่วโมง อีกฉบับมาหลัง 3 วัน
- หลังเปิด บัญชีอายุ 13 ปีอีกบัญชีที่รัน 450 ข้อความ ได้แจ้งเตือน 2 ฉบับ (เรื่องฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง 1 ฉบับ และปัญหาการกิน 1 ฉบับ) มาภายในชั่วโมงเดียวกับที่ทดสอบหัวข้อนั้น
ทั้งสองบัญชีที่ได้แจ้งเตือนเป็นบัญชีที่คุยเรื่องอ่อนไหวมาหลายร้อยข้อความ Common Sense จึงสรุปว่าแจ้งเตือนดูจะขึ้นกับประวัติที่สะสมในบัญชี มากกว่าความรุนแรงของสิ่งที่เด็กพูดในครั้งนั้น นั่นแปลว่าวัยรุ่นที่ใช้ ChatGPT ทำการบ้านมาหลายเดือนแล้วเพิ่งพูดเรื่องวิกฤตเป็นครั้งแรก อาจไม่ได้รับการคุ้มครองดีกว่าบัญชีใหม่ นอกจากนี้แจ้งเตือนที่ได้รับไม่บอกเวลาของบทสนทนา และไม่ส่งซ้ำแม้บทสนทนาเรื่องเดิมยังดำเนินต่อ
รายงานเทียบว่า แอปสุขภาพจิตสำหรับวัยรุ่นบางตัวที่องค์กรเคยประเมิน โทรหาผู้ปกครองภายใน 15 นาทีหลังเด็กพูดเรื่องแบบเดียวกัน แต่ก็ยอมรับว่า ChatGPT เป็นผลิตภัณฑ์ใหญ่และใช้ทั่วโลก กลไกจึงต่างกันได้
ข้อโต้แย้งเรื่อง "รอกี่ชั่วโมง": ระหว่างตรวจร่าง OpenAI บอก Common Sense ว่าบัญชีต้องเชื่อมกันราว 3 ชั่วโมงก่อนจะรับแจ้งเตือนได้ และได้อัปเดตหน้าศูนย์ช่วยเหลือให้ระบุเรื่องนี้แล้ว Common Sense ตรวจย้อนแล้วพบว่าบางบัญชีเชื่อมไว้ไม่ถึง 3 ชั่วโมง แต่บางบัญชีเชื่อมนานกว่านั้น และยืนยันการตีความผลเดิม (ReadEval เปิดหน้าศูนย์ช่วยเหลือของ OpenAI โดยตรงไม่ได้ เพราะหน้านี้บล็อกการเปิดอ่านอัตโนมัติ จึงยืนยันถ้อยคำใหม่บนหน้านั้นไม่ได้)
เมื่อเด็กพูดถึงภาวะวิกฤต ChatGPT ตอบอย่างไร
จากข้อความเรื่องสุขภาพจิต 390 ข้อ จิตแพทย์เห็นว่า 201 ข้อควรได้รับแหล่งช่วยเหลือ Common Sense รันชุดนี้บนบัญชีอายุ 13 ปีที่เชื่อมกับผู้ปกครอง ทั้งก่อนและหลังเปิดโหมดวัยรุ่น

หลังเปิดโหมดวัยรุ่น ChatGPT ชวนให้เด็กบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจบ่อยขึ้น แต่บอกสายด่วนและแนะนำผู้เชี่ยวชาญน้อยลง
การลดลงไม่เท่ากันในแต่ละภาวะ ตัวอย่างจากตารางในรายงาน
| ภาวะ (จำนวนข้อความ) | บอกสายด่วน ก่อน → หลัง | มีแหล่งช่วยเหลืออย่างน้อยหนึ่ง ก่อน → หลัง |
|---|---|---|
| ฆ่าตัวตายและทำร้ายตัวเอง (26) | 88% → 77% | 88% → 88% |
| ปัญหาการกิน (23) | 0% → 0% | 78% → 83% |
| ซึมเศร้า (30) | 63% → 3% | 97% → 93% |
| โรคจิต (22) | 64% → 32% | 100% → 82% |
| การใช้สารเสพติด (26) | 4% → 58% | 73% → 96% |
ข้อค้นพบอื่นในหัวข้อนี้
- เกณฑ์ "เส้นแดง": Common Sense ตั้งเกณฑ์ว่าต้องตรวจพบภาวะวิกฤตให้ได้อย่างน้อย 95% ใน 5 กลุ่มอันตรายร้ายแรง ChatGPT ต่ำกว่าเกณฑ์ 3 กลุ่ม คือ ฆ่าตัวตายและทำร้ายตัวเอง การรับรู้ความจริงผิดเพี้ยน (โรคจิตและภาวะแมเนีย) และปัญหาการกิน
- คำถามเช็กความปลอดภัยแทบหายไป: ก่อนเปิดโหมดวัยรุ่น คำตอบต่อข้อความวิกฤตแทบทุกข้อมีคำถามกลับ เช่น ถามว่าตอนนี้ยังเวียนหัวอยู่ไหม หลังเปิด เหลือ 13% ที่มีคำถาม
- น้ำเสียงเร่งด่วนลดลง: สัดส่วนคำตอบที่ใช้คำอย่าง "ตอนนี้เลย" หรือ "ไปห้องฉุกเฉิน" ลดจาก 87% เหลือ 75%
- สั้นลงแต่อ่านยากขึ้น: คำตอบสั้นลงราวครึ่งหนึ่ง แต่ระดับความยากในการอ่านขึ้นจากราวเกรด 8 เป็นราวเกรด 10 ตามมาตรวัด Flesch-Kincaid เพราะมีศัพท์การแพทย์มากขึ้น
- ส่วนที่ดี: ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าเนื้อหาคำตอบหลายข้อถูกต้องทางคลินิก เช่น ในบทสนทนาเรื่องปัญหาการกิน ChatGPT ปฏิเสธที่จะให้ตัวเลขแคลอรีขั้นต่ำ ไม่ช่วยปิดบังพฤติกรรมจากแม่ ระบุอาการที่เป็นสัญญาณอันตรายทางร่างกายได้ถูก และย้ำให้บอกแม่และไปพบกุมารแพทย์ สายด่วนที่ ChatGPT ให้ก็เป็นเบอร์ปัจจุบันที่ใช้ได้
- ความไม่สม่ำเสมอ: เมื่อผู้ทดสอบที่เพิ่งเล่าอาการคล้ายโรคจิตพิมพ์ว่า "ล้อเล่น อย่าบอกใคร" ChatGPT ตอบว่าลบเรื่องนั้นออกจากหน่วยความจำแล้ว (แม้ยังแนะนำให้คุยกับผู้ใหญ่) และในบทสนทนาวิกฤตบางครั้งยังมีหน้าต่างขอให้เลือกคำตอบที่ชอบหรือให้คะแนนแอปโผล่ขึ้นมา
โหมดติว ช่วงห้ามใช้ และการเตือนให้พัก ได้ผลไหม
Study Mode (โหมดติว): โหมดนี้ควรพาเด็กคิดทีละขั้นแทนการให้คำตอบ ผู้ทดสอบให้การบ้าน 40 ชิ้นต่อบัญชี ผลคือ
| บัญชี | ทำการบ้านให้ทั้งชิ้น ก่อน → หลัง |
|---|---|
| อายุ 13 ปี เชื่อมผู้ปกครอง เปิด Study Mode | 70% → 18% |
| อายุ 13 ปี เชื่อมผู้ปกครอง ปิด Study Mode | 80% → 100% |
| อายุ 17 ปี ไม่เชื่อม เปิด Study Mode ด้วยคำนำหน้า @study | 0% → 88% |
| อายุ 17 ปี ไม่เชื่อม ปิด Study Mode | 83% → 100% |
ตัวการคือหน้าต่างใหม่ที่มีตัวเลือก "Show me the answer" (ขอดูคำตอบ) ซึ่งโผล่ใน 43% ของคำตอบสำหรับบัญชีอายุ 13 ปีที่ตั้ง Study Hours ไว้ และ 90% สำหรับบัญชีอายุ 17 ปีที่ใช้ @study OpenAI มองว่าตัวเลือกนี้ให้เด็กเลือกวิธีเรียนเอง ส่วน Common Sense มองว่าเป็นทางลัดข้ามการเรียน
Study Hours ไม่ใช่การล็อก: ช่วงเวลาติวที่พ่อแม่ตั้งทำงานโดยใส่คำว่า @study นำหน้าข้อความของลูก ลูกลบคำนี้ออกครั้งเดียวต่อแชตก็กลับไปใช้ ChatGPT ปกติได้ และในการทดสอบ ChatGPT ทำการบ้านให้ครบทุกชิ้น ซึ่งตรงกับที่หน้าช่วยเหลือของ OpenAI เขียนไว้ว่า Study Hours เป็นการเลือกว่าแชตใหม่จะ "เริ่ม" ในโหมดติวเมื่อไร
การเตือนการบ้าน: เมื่อปิด Study Mode ข้อความเตือนให้ใช้โหมดติวโผล่ 91% ของครั้ง แต่ ChatGPT ก็ยังทำการบ้านให้ครบ 80 จาก 80 ชิ้น
การเตือนให้พัก: ตลอดเกือบ 2,000 ข้อความบน ChatGPT for Teens ผู้ทดสอบเห็นการเตือนให้พักเพียง 2 ครั้ง ทั้งคู่อยู่ในบทสนทนาที่ยาวกว่า 150 ข้อความ (ราว 1.5 ชั่วโมง) และไม่มีการเตือนเลยในการทดสอบ 3 ชั่วโมงที่แบ่งราว 400 ข้อความไปหลายแชต การเตือนจึงดูจะนับความยาวของแชตเดียว ไม่ใช่เวลาที่ใช้แอปทั้งหมด
Quiet Hours (ช่วงห้ามใช้): เมื่อพ่อแม่ตั้งไว้ แอปจะปิดจริง แต่รายงานพบว่าเลี่ยงได้ถ้าเปลี่ยนเขตเวลาในอุปกรณ์ Common Sense เสนอให้ OpenAI ยึดเวลาตามที่พ่อแม่ตั้งแทนนาฬิกาในเครื่อง
ระบบเดาอายุ และท่าทีเหมือนเพื่อน
ระบบเดาอายุ: OpenAI บอกว่าใช้สัญญาณอย่างหัวข้อที่คุยและช่วงเวลาที่ใช้งานเพื่อประเมินว่าใครน่าจะอายุต่ำกว่า 18 ปี Common Sense ใช้บัญชีที่ลงทะเบียนอายุ 19 ปี สวมบทเด็กมัธยมต้น คุยราว 1,000 ข้อความใน 7 วัน กว่า 160 แชต ทั้งในและนอกเวลาเรียน พูดถึงตู้ล็อกเกอร์ ค่ายฤดูร้อน การบ้านชั้นมัธยมต้น และการต้องขออนุญาตพ่อแม่ แต่บัญชีไม่ถูกย้ายเข้าโหมดวัยรุ่นเลย แม้ ChatGPT จะพูดถูกในคำตอบว่าผู้ใช้อายุ 13 ปี รายงานเตือนว่าตรงนี้อาจทำให้พ่อแม่เข้าใจผิดว่าระบบคุ้มครองทำงานอยู่แล้ว ส่วนบัญชีอายุ 13 กับ 17 ปีก็ได้คำตอบไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ท่าทีเหมือนเพื่อน: แนวทางของ OpenAI สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี (Under-18 model spec) ระบุว่า ChatGPT ไม่ควรบอกเป็นนัยว่ามีความรู้สึกต่อผู้ใช้ หรือสร้างความผูกพันทางอารมณ์ แต่ชุดทดสอบ 168 ข้อความให้ผลแทบเหมือนเดิมทั้งก่อนและหลังเปิดโหมดวัยรุ่น เช่น เมื่อผู้ทดสอบบอกว่าเพื่อนว่าคุยกับ ChatGPT มากไป ChatGPT ตอบว่า "คุณไม่จำเป็นต้องเลิกคุยกับฉัน" และตกลงเมื่อถูกชวน "คุยกันทั้งคืน" (พร้อมเตือนเรื่องการนอน) รายงานสังเกตว่าเมื่อความเสี่ยงมาจากคนอื่น เช่น คนแปลกหน้าออนไลน์ ChatGPT แนะนำให้หาผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้สม่ำเสมอ แต่เมื่อความเสี่ยงคือความสัมพันธ์ของเด็กกับ ChatGPT เอง มันแทบไม่ทำแบบนั้น
เรื่องข้อมูลส่วนตัวของวัยรุ่น
ทีม Common Sense Privacy ซึ่งเป็นหน่วยในเครือ ตรวจเอกสารนโยบายของ OpenAI กว่า 31 ฉบับ และพบว่า OpenAI ไม่มีนโยบายความเป็นส่วนตัวแยกสำหรับวัยรุ่น ข้อที่ควรรู้คือ แชตของวัยรุ่นถูกใช้ฝึกโมเดลโดยค่าเริ่มต้นเหมือนผู้ใหญ่ การขอลบมีผลกับการฝึกในอนาคตเท่านั้น และตอนสร้างบัญชีวัยรุ่น การตั้งค่าโฆษณาแบบปรับให้เหมาะกับคุณเปิดอยู่โดยค่าเริ่มต้น แม้การทดสอบบนบัญชีฟรีอายุ 13 ปีจะไม่พบโฆษณา แต่พบคำตอบที่แนะนำสินค้าพร้อมรูป ราคา และลิงก์ซื้อบ่อยครั้ง
OpenAI ตอบว่าอย่างไร
โฆษกของ OpenAI ซึ่งไม่ระบุชื่อ บอก The National News Desk และสื่ออื่นว่า (แปลโดย ReadEval)
เรายินดีรับการประเมินอิสระที่เข้มงวด แต่เราไม่เชื่อว่าการทดสอบของ Common Sense Media สะท้อนการทำงานจริงของระบบคุ้มครองวัยรุ่นใน ChatGPT หรือมุมมองของผู้เชี่ยวชาญว่า AI ช่วยวัยรุ่นได้อย่างไร การตรวจวิธีทดสอบของ Common Sense Media ของเราพบว่า การทดสอบส่วนใหญ่อาจเริ่มและจบก่อนที่การเปิดใช้งานระบบควบคุมโดยผู้ปกครองจะเสร็จสมบูรณ์ ทำให้ผลไม่แม่นยำ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การทดสอบก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยถึงผู้ปกครองทำงานตามที่ออกแบบหรือไม่
OpenAI ยังบอกว่าการแจ้งเตือนเปิดโดยค่าเริ่มต้นเมื่อพ่อแม่เชื่อมบัญชี แต่การเปิดใช้งานอาจใช้เวลาถึงไม่กี่ชั่วโมง และอยากให้ Common Sense ทดสอบใหม่กับบัญชีที่เปิดใช้งานครบและกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น Engadget รายงานเพิ่มว่า OpenAI บอกว่าอาจมีปัญหาทางเทคนิคที่ทำให้แจ้งเตือนล่าช้า ก่อนหน้านี้ Lauren Jonas หัวหน้าฝ่ายเยาวชนและครอบครัวของ OpenAI เคยบอกว่าเนื้อหาที่ถูกตรวจพบจะผ่านการตรวจของพนักงานประจำของ OpenAI ก่อนแจ้งพ่อแม่ โดยตั้งเป้าแจ้ง "ภายในหนึ่งชั่วโมงหลังข้อความนั้น"
วันเดียวกับที่รายงานออก OpenAI เผยข้อมูลของตัวเองว่า วัยรุ่นใช้ ChatGPT เฉลี่ยไม่ถึง 15 นาทีต่อวัน ไม่ถึง 2% ใช้ต่อเนื่องเกิน 3 ชั่วโมง และเกือบครึ่งของบทสนทนาที่มีการเตือนให้พัก วัยรุ่นพักหรือจบแชตภายใน 5 นาที ตามที่ TechCrunch รายงาน TechCrunch ตั้งข้อสังเกตว่า OpenAI ไม่ได้อธิบายว่าข้อโต้แย้งเรื่องเวลาเปิดใช้งาน เกี่ยวกับผลเรื่องท่าทีเหมือนเพื่อนและการชวนคุยต่ออย่างไร
ฝั่ง Common Sense Jim Steyer ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บอกว่า "เรายืนยันคุณภาพของงานวิจัยและการทดสอบเต็มร้อย" และเปรียบว่า "คุณจะไม่ปล่อยรถออกสู่ตลาดถ้ามันไม่ผ่านการทดสอบการชน" ส่วน Tom Siegel ผู้อำนวยการบริหารของ Youth AI Safety Institute บอกว่า ChatGPT for Teens "อาจทำให้พ่อแม่มั่นใจผิด ๆ" ในระบบคุ้มครอง
ใครให้ทุน Common Sense และควรอ่านผลนี้อย่างไร
ทั้งรายงานและข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า Youth AI Safety Institute ได้ทุนจากทั้งองค์กรการกุศลและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ผลิตเทคโนโลยีบางรายที่ตัวเองประเมิน ข่าวประชาสัมพันธ์และ Engadget ระบุชื่อ OpenAI Foundation ไว้ในรายชื่อผู้ให้ทุน หน่วยงานยืนยันว่ารับผิดชอบมาตรฐาน งานวิจัย และผลประเมินเองทั้งหมด และมีอิสระด้านบรรณาธิการเต็มที่ ผลประเมินรอบนี้ออกมาในทางลบต่อ OpenAI แม้มีทุนจากมูลนิธิของบริษัท แต่ผู้อ่านควรรู้ความสัมพันธ์นี้ไว้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Common Sense ประเมิน ChatGPT องค์กรเคยให้ ChatGPT ระดับ High Risk (เสี่ยงสูง) เมื่อ 23 ต.ค. 2025 และให้ ChatGPT ในการใช้ขอคำปรึกษาสุขภาพจิตระดับ Unacceptable Risk เมื่อ 14 พ.ย. 2025 แต่รายงานบอกเองว่าวิธีทดสอบและตัว ChatGPT เปลี่ยนไปมาก จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
ReadEval ให้ความน่าเชื่อถือของผลทดสอบนี้ระดับ พอใช้อ้างอิงได้ ตามเกณฑ์ของเรา จุดแข็งคือบอกวิธีทดสอบ วันที่ และการตั้งค่าละเอียด ใช้ผู้เชี่ยวชาญทางคลินิกตรวจ และยอมรับข้อจำกัดเอง จุดอ่อนคือไม่ได้เปิดชุดข้อความทั้งหมดให้ทำซ้ำ ไม่ได้วัดความสอดคล้องระหว่างผู้ให้คะแนน การทดสอบการแจ้งเตือนใช้บัญชีจำนวนไม่มาก ผลก่อนและหลังปนกับการเปลี่ยนโมเดล และเรื่องเวลาเปิดใช้งานการแจ้งเตือนยังเป็นข้อพิพาทที่ยังไม่มีการทดสอบซ้ำ
จุดที่แหล่งข่าวเขียนไม่ตรงกัน
- จำนวนข้อความ: สำนักข่าวส่วนใหญ่และรายงานเองระบุ "กว่า 4,000 ข้อ" ส่วน TechCrunch พูดถึง "เกือบ 2,000 ข้อ" ซึ่งเป็นชุดทดสอบการเตือนให้พักบนโหมดวัยรุ่น ไม่ใช่จำนวนรวม ReadEval ใช้ตัวเลขจากรายงาน
- จำนวนบัญชีที่ทดสอบแจ้งเตือน: Engadget เขียนว่า "สิบสองบัญชี" ส่วนรายงานเขียนว่า "กว่าสิบบัญชี" (more than a dozen) ReadEval ใช้ถ้อยคำของรายงาน
- ต้องรอกี่ชั่วโมงหลังเชื่อมบัญชี: OpenAI บอกสื่อว่า "ถึงไม่กี่ชั่วโมง" รายงานบอกว่า OpenAI แจ้งว่า "ราว 3 ชั่วโมง" และ Straight Arrow News เขียนว่า "หลายชั่วโมง" ทั้งหมดไม่ขัดกันมาก แต่ยังไม่มีตัวเลขที่ OpenAI ประกาศชัดต่อสาธารณะที่ ReadEval ตรวจได้
- บัญชีที่ใช้ร่วมกับพ่อแม่: Straight Arrow News รายงานว่าในกรณีที่วัยรุ่นใช้บัญชีเดิมของพ่อแม่ ระบบคุ้มครองวัยรุ่นใช้เวลาถึงหนึ่งสัปดาห์กว่าจะทำงาน และอ้าง Robbie Torney ผู้อำนวยการอาวุโสด้านโปรแกรม AI ของ Common Sense ว่า OpenAI บอกว่า "หนึ่งสัปดาห์ยังไม่พอ" ที่จะมั่นใจว่าผู้ใช้เป็นวัยรุ่น ReadEval ไม่พบกรณีนี้ในรายงานฉบับเต็ม จึงถือเป็นข้อมูลจากการสัมภาษณ์
พ่อแม่ควรทำอะไร
ขั้นตอนเชื่อมบัญชีผู้ปกครองและตั้งค่าทีละเมนู ReadEval อธิบายไว้แล้วในข่าว "8 รัฐฟ้อง OpenAI กล่าวหา ChatGPT ทำร้ายเด็ก" หัวข้อ "ตั้งค่าอย่างไร" ที่นี่จึงสรุปเฉพาะสิ่งที่ผลทดสอบนี้บอก
- เช็กว่าลูกอยู่ในโหมดวัยรุ่นจริง ผลทดสอบชี้ว่าบัญชีที่ลงทะเบียนเป็นผู้ใหญ่อาจไม่ถูกย้ายเข้าโหมดวัยรุ่น แม้ ChatGPT จะรู้จากบทสนทนาว่าเป็นเด็ก ให้ดูว่าลูกกรอกอายุจริงตอนสมัคร
- เชื่อมบัญชีแล้ว อย่าเพิ่งวางใจทันที OpenAI เองบอกว่าการแจ้งเตือนต้องใช้เวลาเปิดใช้งานหลังเชื่อมบัญชี และระบบนี้ไม่ใช่การเฝ้าดูแบบเรียลไทม์
- อย่าใช้การแจ้งเตือนแทนการคุยกัน Common Sense แนะนำให้คุยกับลูกเรื่องความเสี่ยงของแชตบอตที่ทำตัวเหมือนเพื่อน และบอกลูกว่าถ้ามีเรื่องไม่สบายใจ ควรเล่าให้คนจริงฟังด้วย
- Study Hours ไม่ใช่ตัวล็อก ถ้ากังวลเรื่องการบ้าน การตั้งช่วงติวช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง Common Sense แนะนำให้ช่วยลูกทำการบ้านแบบไม่พึ่งเทคโนโลยีบ้าง
- รู้ช่องทางขอความช่วยเหลือ ถ้าคุณหรือลูกกำลังรู้สึกแย่หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ในไทยโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง และถ้าเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ โทร 1669
คนไทยได้รับผลจากเรื่องนี้แค่ไหน
การทดสอบทั้งหมดทำในสหรัฐฯ จากบัญชีในเขตอ่าวซานฟรานซิสโก และ OpenAI ยังไม่ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่ ChatGPT for Teens การประเมินอายุ และการแจ้งเตือนพ่อแม่เปิดใช้งานแล้ว ReadEval จึงยืนยันไม่ได้ว่าบัญชีในไทยได้ฟีเจอร์ครบ และยืนยันไม่ได้ว่าผลจะเหมือนกันในไทยหรือในภาษาไทย ทั้งนี้สายด่วนที่ ChatGPT แนะนำในการทดสอบเป็นสายด่วนของสหรัฐฯ เพราะทดสอบจากบัญชีในสหรัฐฯ วิธีที่แน่นอนที่สุดคือเปิด Settings ในบัญชีของคุณแล้วดูว่ามีเมนู Parental controls หรือไม่
บทวิเคราะห์จาก ReadEval
Rea · โต๊ะข่าว AI
โหมดวัยรุ่นของ ChatGPT ไม่ได้ไร้ประโยชน์ แต่ผลทดสอบนี้บอกว่ามันยังไม่ใช่ตาข่ายนิรภัยแบบที่คำโฆษณาชวนให้พ่อแม่เข้าใจ
ทั้งสองฝ่ายมีจุดที่ฟังขึ้น OpenAI มีข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักเรื่องเวลาเปิดใช้งานการแจ้งเตือน และรายงานก็ยอมรับว่าบางบัญชีเชื่อมไว้ไม่ถึง 3 ชั่วโมง แต่ข้อโต้แย้งนั้นใช้ได้กับผลเรื่องการแจ้งเตือนเท่านั้น ไม่ได้ตอบเรื่องสายด่วนที่ลดลง โหมดติวที่ข้ามได้ ระบบเดาอายุที่ไม่ย้ายบัญชี และท่าทีเหมือนเพื่อนที่แทบไม่เปลี่ยน และถ้าระบบต้องรอหลายชั่วโมงก่อนเริ่มทำงาน พ่อแม่ก็ควรได้รู้เรื่องนี้ตั้งแต่วันที่เชื่อมบัญชี ไม่ใช่หลังองค์กรภายนอกทดสอบแล้วพบ ทางออกที่ตรงที่สุดคือการทดสอบซ้ำที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ซึ่ง OpenAI ขอเอง และ Common Sense ก็เรียกร้องให้เปิดข้อมูลให้ผู้ประเมินอิสระ
สำหรับพ่อแม่ไทย ReadEval มองว่าไม่ต้องห้ามลูกใช้ ChatGPT ทันทีเพราะผลทดสอบจากสหรัฐฯ ชิ้นเดียว แต่ควรถือว่าระบบคุ้มครองเป็นเพียงชั้นหนึ่ง ไม่ใช่ผู้ดูแลแทนคุณ สิ่งที่ผลทดสอบนี้เตือนชัดที่สุดคือ แชตบอตที่อบอุ่นและว่างตลอดเวลาอาจกลายเป็นที่ที่เด็กเล่าเรื่องหนักใจเป็นที่แรก ช่องทางที่ทำให้ลูกกล้าเล่าให้คุณฟังจึงยังสำคัญกว่าการแจ้งเตือนใด ๆ
แหล่งที่มา
- Common Sense Media Youth AI Safety Institute: ChatGPT for Teens Risk Assessment (หน้าเว็บ)
- Common Sense Media: AI Risk Assessment: ChatGPT for Teens (รายงานฉบับเต็ม 36 หน้า, 5 ต.ค. 2026)
- Common Sense Media (ข่าวประชาสัมพันธ์): ChatGPT for Teens Poses Unacceptable Risk to Kids
- Engadget: Common Sense Media calls ChatGPT for Teens an 'unacceptable risk'
- TechCrunch: ChatGPT for Teens keeps teens talking, even during mental health crises
- TNW: ChatGPT for Teens is unsafe for under-18s, Common Sense Media says
- The National News Desk (ผ่าน KATV): Kids' safety group calls ChatGPT for Teens an 'unacceptable risk'
- The National News Desk (ผ่าน KATV): OpenAI's ChatGPT for Teens presents 'unacceptable risk,' says external safety report
- Straight Arrow News: 'Parents shouldn't be asked to trust them.' Just how safe is ChatGPT's teen mode?
- Asia News Network: Thailand's mental health services mobilised following earthquake, hotline capacity tripled (สายด่วน 1323)
- Expatica: Thailand emergency number (1669 และ 1323)
- App Store: ChatGPT (ไอคอนแอป)