อ่าน แล้วประเมิน ก่อนเชื่อ
ค้นหา ที่คั่นไว้
research

คนหนุ่มสาวอเมริกัน 1 ใน 3 เคยถามแชตบอตเรื่องยาเสพติดและเหล้า ส่วนใหญ่ถามว่าเสี่ยงแค่ไหน

สำรวจคนอเมริกันวัย 18–29 ปี 995 คน พบ 32% เคยถาม AI เรื่องยาเสพติดหรือเหล้า และไว้ใจคำตอบไม่น้อยกว่าตอนใช้ทั่วไป แต่งานนี้ไม่ได้ตรวจว่าคำตอบถูกไหม

การ์ด: งานวิจัย Rutgers
สารบัญ (11 หัวข้อ)
  1. สรุปประเด็นสำคัญ
  2. ใครตอบ และถามอย่างไร
  3. ตัวเลขหลักจากงานวิจัย
  4. ใครถามแชตบอตเรื่องนี้มากกว่า
  5. ไว้ใจมากขึ้น แต่ว่ามีประโยชน์น้อยลง หมายความว่าอะไร
  6. ทำไมนักวิจัยกังวล
  7. งานนี้ยังไม่ได้บอกอะไร
  8. ถ้าคุณหรือคนในบ้านถามแชตบอตเรื่องยาหรือเหล้า
  9. ความน่าเชื่อถือของผลสำรวจ
  10. จุดที่แหล่งข่าวเขียนไม่ตรงกัน
  11. บทวิเคราะห์จาก ReadEval

ลองนึกภาพคนอายุยี่สิบต้น ๆ ที่สงสัยว่ายาที่หมอสั่งกินคู่กับเบียร์ได้ไหม เขาไม่อยากถามพ่อแม่และไม่อยากรอคิวหมอ เลยพิมพ์ถามแชตบอตในมือถือ ไม่ต้องบอกชื่อและไม่มีใครมองด้วยสายตาตัดสิน งานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัย Rutgers ในสหรัฐฯ ชี้ว่าภาพนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนรุ่นนี้

นักวิจัยสำรวจออนไลน์คนอเมริกันอายุ 18–29 ปีเกือบ 1,000 คน พบว่าราว 1 ใน 3 เคยใช้แชตบอต AI อย่าง ChatGPT, Gemini หรือ Meta AI หาข้อมูลเรื่องยาเสพติดหรือเหล้า เกือบทุกคนในกลุ่มนี้ถามถึงความเสี่ยงและผลที่ตามมา ราวครึ่งหนึ่งถามข้อมูลเฉพาะของสารแต่ละชนิด และแทบทุกคนก็ยังค้น Google เรื่องทำนองเดียวกันด้วย แชตบอตจึงเป็นช่องทางที่เพิ่มเข้ามา ไม่ได้มาแทนการค้นเว็บ

จุดที่น่าคิดคือความไว้ใจ ผู้ตอบให้คะแนนว่า AI "ไว้ใจได้" ตอนถามเรื่องยาหรือเหล้าสูงกว่าตอนใช้งานทั่วไปเล็กน้อย ทั้งที่ให้คะแนนว่ามันมีประโยชน์น้อยกว่า แชตบอตเหมือนเพื่อนที่อ่านมาเยอะและตอบทุกคำถามด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ต่างกันตรงที่มันเรียงคำตอบจากรูปแบบภาษาที่ฟังดูถูก จึงพูดข้อมูลผิดได้อย่างคล่องแคล่ว และต่างจากเภสัชกรตรงที่ไม่รู้ว่าคุณกินยาอะไรอยู่หรือมีโรคประจำตัวอะไร ผู้วิจัยหลักเตือนว่าการพึ่งเครื่องมือเหล่านี้อาจพาคนหนุ่มสาวไปสู่การใช้สารโดยอิงข้อมูลผิดหรือในทางที่เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม งานนี้เป็นแบบสอบถามครั้งเดียวที่ถามว่าใครเคยใช้และรู้สึกอย่างไร ไม่ได้ตรวจว่าคำตอบของแชตบอตถูกหรือผิด กลุ่มตัวอย่างมาจากแพลตฟอร์มรับจ้างตอบแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งผู้วิจัยยอมรับเองว่าอาจทำให้ตัวเลขสูงกว่าความจริง และยังไม่มีข้อมูลว่าคนไทยวัยเดียวกันถามแชตบอตเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

ถ้าคุณหรือลูกหลานใช้แชตบอตหาข้อมูลเรื่องนี้ ให้ถือคำตอบเป็นแค่จุดเริ่มต้น แล้วถามซ้ำกับเภสัชกร แพทย์ หรือแหล่งข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่องยาที่กินร่วมกันหรือขนาดที่ใช้ ในไทยโทรปรึกษาสายด่วนยาเสพติด 1165 ได้ฟรี และสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ตัวเลขทั้งหมด วิธีสำรวจ และคะแนนความน่าเชื่อถือของงานนี้อยู่ด้านล่าง

ลงลึกสรุปประเด็น รายละเอียด วิธีเช็ก และบทวิเคราะห์

สรุปประเด็นสำคัญ

  • งานวิจัย: "Use of Generative AI for Substance-Related Information Among Young Adults (Aged 18-29 Years) in the United States: Cross-Sectional Survey" โดย Mireia Triguero Roura และ Pia M. Mauro แห่ง Rutgers ตีพิมพ์ในวารสาร JMIR Formative Research เมื่อ 19 ต.ค. 2026 เป็นรายงานสั้นแบบจดหมายวิจัย (research letter) ที่เปิดให้อ่านฟรีภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY 4.0
  • ตัวเลขหลัก: 32.3% ของผู้ตอบ 995 คน (321 คน) เคยใช้ AI แบบสร้างเนื้อหาเพื่อหาข้อมูลเรื่องยาเสพติดหรือเหล้า ในกลุ่มนี้ 92.8% ถามเรื่องความเสี่ยงและผลที่ตามมา 48.6% ถามข้อมูลเฉพาะของสาร (งานวิจัยยกตัวอย่างเรื่องขนาดที่ใช้) และ 92.8% ก็ค้น Google เรื่องทำนองเดียวกันด้วย
  • ความรู้สึกต่อ AI: คะแนน "ไว้ใจได้" ตอนถามเรื่องยาหรือเหล้าสูงกว่าตอนใช้ทั่วไปเล็กน้อย (3.66 กับ 3.51 จาก 5) แต่คะแนน "มีประโยชน์" ต่ำกว่า (4.12 กับ 4.44) ส่วนคะแนน "เชื่อถือได้" ไม่ต่างกัน
  • สิ่งที่งานนี้ไม่ได้วัด: ความถูกต้องของคำตอบจากแชตบอต ผลต่อพฤติกรรมจริง และแชตบอตยี่ห้อใดที่ถูกใช้ ผู้ตอบทั้งหมดอยู่ในสหรัฐฯ
  • ความน่าเชื่อถือ: 🟡 พอใช้อ้างอิงได้ (4 จาก 6 ข้อตามเกณฑ์ของ ReadEval) บอกวิธีการและช่วงความเชื่อมั่นครบ ผู้วิจัยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และยอมรับข้อจำกัดเอง แต่กลุ่มตัวอย่างไม่ได้สุ่มจากประชากร และข้อมูลดิบไม่เปิดสาธารณะ

ใครตอบ และถามอย่างไร

ตามงานวิจัยฉบับเต็ม การสำรวจมีรายละเอียดดังนี้

หัวข้อรายละเอียด
ช่วงเวลาเก็บข้อมูลเมษายน 2026 แบบออนไลน์ ไม่ระบุตัวตน
แหล่งผู้ตอบProlific แพลตฟอร์มที่จ่ายค่าตอบแทนให้คนสมัครมาตอบแบบสอบถาม ผู้ตอบได้คนละ 0.50 ดอลลาร์
คุณสมบัติอาศัยในสหรัฐฯ อายุ 18–29 ปี และมีคะแนนคุณภาพบน Prolific สูงกว่า 97%
การคุมสัดส่วนกำหนดโควตาให้กลุ่มอายุ (18–23 กับ 24–29 ปี) และเพศชายหญิงเท่ากัน ส่วนเชื้อชาติให้ใกล้เคียงสัดส่วนคนหนุ่มสาวในการสำรวจ American Community Survey
ขนาดตัวอย่างตั้งเป้า 1,000 คน เพื่อให้ตัวเลขภาพรวมคลาดเคลื่อนไม่เกินราว ±3% คัดออก 5 คนที่ไม่ผ่านการตรวจคุณภาพ เหลือ 995 คน
ผู้ที่ไม่เคยใช้ AI เลย27 คน ไม่ถูกถามต่อ และนับเป็น "ไม่เคยใช้เรื่องยาหรือเหล้า"
การอนุมัติจริยธรรมคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของ Rutgers อนุมัติ และผู้ตอบให้ความยินยอมทางออนไลน์

แบบสอบถามอธิบาย AI แบบสร้างเนื้อหา (generative AI) ให้ผู้ตอบว่าเป็น "แชตบอตหรือแอปที่เลียนแบบภาษาสนทนาของมนุษย์" และยกตัวอย่าง ChatGPT, Google Gemini, Meta AI และ My AI ของ Snapchat จากนั้นถามว่าเคยใช้หาข้อมูลเรื่องสาร (substance) หรือไม่ บ่อยแค่ไหน และเพื่ออะไร โดยให้เลือกเหตุผลได้หลายข้อจาก 11 ข้อ ซึ่งผู้วิจัยจัดเป็น 3 กลุ่ม คือข้อมูลเฉพาะของสาร ผลที่ตามมาและความเสี่ยง และเรื่องการติดหรือโรคจากการใช้สาร (substance use disorder) ปิดท้ายด้วยการให้คะแนนแบบลิเคิร์ต (Likert scale) 5 ระดับว่า AI มีประโยชน์ เชื่อถือได้ และไว้ใจได้แค่ไหน ทั้งตอนใช้ทั่วไปและตอนถามเรื่องสาร

งานวิจัยฉบับนี้ไม่ได้แยกผลตามชนิดของสาร เช่น เหล้า กัญชา หรือยาที่แพทย์สั่ง และไม่ได้ถามว่าผู้ตอบใช้แชตบอตตัวไหน

ตัวเลขหลักจากงานวิจัย

ผลการสำรวจตัวเลขแปลว่า
เคยใช้ AI แบบสร้างเนื้อหาไม่ว่าเรื่องใด97.3% (968 จาก 995 คน)เกือบทุกคนในกลุ่มตัวอย่างเคยใช้ AI
เคยใช้ AI หาข้อมูลเรื่องยาหรือเหล้า32.3% (321 คน) ช่วงความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ 29.3–35.2%ราว 1 ใน 3
เคยค้น Google เรื่องยาหรือเหล้า (ผู้ตอบทั้งหมด)57.5% (572 คน)ค้นเว็บยังพบบ่อยกว่าถามแชตบอต
คนที่ถามแชตบอตแล้วค้น Google ด้วย92.8% (298 จาก 321 คน)แชตบอตเป็นช่องทางเสริม ไม่ได้มาแทน
ความถี่ในกลุ่มที่ถามแชตบอตแทบไม่เคย 51.1% · เดือนละครั้ง 32.1% · สัปดาห์ละครั้ง 12.1% · ทุกวันหรือเกือบทุกวัน 4%ราวครึ่งหนึ่ง (48.2%) ถามอย่างน้อยเดือนละครั้ง
ถามเรื่องผลที่ตามมาและความเสี่ยง92.8%เกือบทุกคนในกลุ่มนี้
ถามข้อมูลเฉพาะของสาร48.6%ราวครึ่งหนึ่ง
ถามเรื่องการติดหรือโรคจากการใช้สาร34.9%ราว 1 ใน 3 ของกลุ่มนี้

ตัวเลข 92.8% ปรากฏสองครั้งโดยบังเอิญ เพราะทั้งสองข้อมีผู้ตอบ 298 จาก 321 คนเท่ากัน แต่เป็นคนละคำถาม

ใครถามแชตบอตเรื่องนี้มากกว่า

เมื่อคุมปัจจัยอื่นไว้แล้ว ผู้ตอบผิวดำมีโอกาสเคยถามแชตบอตเรื่องยาหรือเหล้าสูงกว่าผู้ตอบผิวขาว (อัตราส่วนออดส์ปรับแล้ว 2.52) และผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง (2.04) พูดง่าย ๆ คือ "โอกาสเทียบกับโอกาสไม่ใช่" ของกลุ่มแรกสูงกว่าราว 2.5 เท่าและ 2 เท่าตามลำดับ ซึ่งไม่เท่ากับว่าจำนวนคนมากกว่า 2.5 เท่า

ส่วนกลุ่มอายุ 18–23 กับ 24–29 ปี และการเป็นนักศึกษาหรือไม่ ไม่มีความต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ Triguero Roura บอกในข่าวของ Rutgers ว่าความต่างระหว่างกลุ่ม "อาจสะท้อนความต่างของการเข้าถึงบริการสุขภาพ การตีตรา ความไว้ใจ และพฤติกรรมการหาข้อมูลสุขภาพ" แต่งานนี้ไม่ได้พิสูจน์สาเหตุ และผู้วิจัยระบุว่าต้องศึกษาต่อ

ไว้ใจมากขึ้น แต่ว่ามีประโยชน์น้อยลง หมายความว่าอะไร

กราฟแท่งเทียบคะแนนเฉลี่ยที่คนหนุ่มสาวอเมริกันให้ AI: ด้านมีประโยชน์ 4.44 ตอนใช้ทั่วไป ลดเหลือ 4.12 ตอนถามเรื่องยาหรือเหล้า ส่วนด้านไว้ใจได้ 3.51 เพิ่มเป็น 3.66

คะแนนทั้งสามด้านอยู่ในระดับสูง แต่เปลี่ยนไปคนละทิศเมื่อเป็นเรื่องยาหรือเหล้า

  • ไว้ใจได้ (trustworthy): 3.66 เทียบกับ 3.51 ตอนใช้ทั่วไป ค่อนไปทาง "เห็นด้วย" และสูงขึ้น 0.15 คะแนนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=.001)
  • มีประโยชน์ (helpful): 4.12 เทียบกับ 4.44 ต่ำลง 0.31 คะแนน (P<.001)
  • เชื่อถือได้ (reliable): ไม่ต่างกัน (ต่างกัน 0.02 คะแนน, P=.64)

ความต่าง 0.15 คะแนนบนมาตรวัด 5 ระดับถือว่าเล็ก ReadEval จึงประเมินว่าข้อสรุปที่ตรงที่สุดคือ "คนหนุ่มสาวไม่ได้ไว้ใจ AI น้อยลงเมื่อเป็นเรื่องที่เสี่ยงกว่า" มากกว่าจะบอกว่าไว้ใจมากขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกของผู้ตอบ ไม่ใช่การวัดว่าคำตอบของแชตบอตถูกต้องจริง

ผู้วิจัยคาดว่าการใช้แชตบอตเรื่องนี้มาก ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ AI โดยรวมที่สูงอยู่แล้ว อีกส่วนอาจมาจากข้อดีที่ผู้ใช้รู้สึก เช่น การไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ข้อนี้เป็นการตีความของผู้วิจัย ไม่ใช่สิ่งที่แบบสอบถามวัดโดยตรง

ทำไมนักวิจัยกังวล

งานวิจัยให้เหตุผลไว้หลายข้อ

  • คนหนุ่มสาวคือกลุ่มเสี่ยง: การใช้สารเสพติดพุ่งสูงสุดในวัยนี้ และงานวิจัยอ้างข้อมูล CDC WONDER ของสหรัฐฯ ว่าระหว่างปี 2018–2024 ยาเสพติดหรือเหล้าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตราว 25% ในกลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้น
  • โมเดลภาษาพูดข้อมูลผิดได้ง่าย: ผู้วิจัยเขียนว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ทำงานด้วยความน่าจะเป็น จึง "ผลิตซ้ำข้อมูลผิดได้ง่าย" และงานทดสอบ AI ด้านสุขภาพก่อนหน้านี้ก็พบผลที่น่ากังวล
  • มีกรณีจริงในข่าว: งานวิจัยอ้างข่าวในสหรัฐฯ ปี 2026 เรื่องคนหนุ่มสาวคนหนึ่งที่เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด หลังใช้ AI หาข้อมูลเรื่องการใช้สาร
  • ช่องว่างความรู้: ก่อนหน้านี้มีงานพบว่าคนอายุน้อยราว 1 ใน 6 ใช้ AI ขอคำแนะนำด้านสุขภาพจิต (JAMA Network Open, พฤศจิกายน 2025) แต่ผู้วิจัยระบุว่ายังไม่มีใครรู้ว่าคนหนุ่มสาวใช้ AI ถามเรื่องสารเสพติดมากแค่ไหน งานนี้จึงตั้งใจวัดตัวเลขนั้น

Triguero Roura นักวิจัยหลังปริญญาเอกที่ Center for Pharmacoepidemiology and Treatment Science ของ Rutgers กล่าวในข่าวของมหาวิทยาลัยว่า "การใช้เครื่องมือเหล่านี้อาจนำไปสู่พฤติกรรมการใช้สารที่อิงข้อมูลผิด หรือเสี่ยงในแบบอื่น ๆ ในหมู่คนหนุ่มสาว"

ถ้าคุณอยากรู้ว่าแชตบอตตอบวัยรุ่นในเรื่องเสี่ยงอย่างไร ReadEval เคยรายงานผลทดสอบของ Common Sense Media ที่ป้อนข้อความวิกฤตกว่า 4,000 ข้อให้ ChatGPT โหมดวัยรุ่น ซึ่งเป็นการทดสอบคำตอบโดยตรง ต่างจากงานนี้ที่สำรวจผู้ใช้

งานนี้ยังไม่ได้บอกอะไร

  • ไม่ได้ตรวจความถูกต้อง: ไม่มีการเก็บหรือตรวจคำตอบของแชตบอต ผู้วิจัยระบุว่างานต่อไปควรศึกษาว่าข้อมูลจาก AI ถูกต้องแค่ไหน และคนหนุ่มสาวตีความและนำไปใช้อย่างไร
  • ไม่ได้บอกว่าเป็นแชตบอตตัวไหน: ChatGPT, Gemini, Meta AI และ My AI เป็นเพียงตัวอย่างที่ให้ผู้ตอบเห็นภาพ ไม่มีตัวเลขแยกรายยี่ห้อ
  • กลุ่มตัวอย่างไม่ได้สุ่มจากประชากร: ผู้ตอบมาจากแผงสำรวจออนไลน์แบบสมัครใจ ผู้วิจัยยอมรับว่าอาจมีคนที่ออนไลน์มากและรู้จัก AI ดีมากเกินสัดส่วน ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขการใช้ AI สูงเกินจริง และงานไม่ได้ระบุว่าถ่วงน้ำหนักผล นอกจากนี้ Prolific ไม่ได้ให้ข้อมูลว่าผู้ตอบเป็นชาวฮิสแปนิกหรือไม่
  • คำถามยังไม่ผ่านการทดสอบ: ผู้วิจัยดัดแปลงคำถามขึ้นใหม่สำหรับงานนี้ และระบุเองว่ายังไม่ได้ทดลองใช้ก่อน (pilot) หรือตรวจความแม่นของคำถาม
  • เป็นภาพ ณ จุดเวลาเดียว: เป็นการสำรวจภาคตัดขวาง (cross-sectional) ครั้งเดียว บอกความเกี่ยวข้องได้ แต่บอกเหตุและผลไม่ได้
  • ไม่ครอบคลุมไทย: ผู้ตอบทุกคนอยู่ในสหรัฐฯ ReadEval ไม่พบข้อมูลสำรวจแบบเดียวกันในไทย จึงยืนยันไม่ได้ว่าคนไทยวัยเดียวกันใช้แชตบอตเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด

ถ้าคุณหรือคนในบ้านถามแชตบอตเรื่องยาหรือเหล้า

ข้อแนะนำต่อไปนี้เป็นการประเมินของ ReadEval จากข้อจำกัดที่งานวิจัยระบุ ไม่ใช่คำแนะนำจากผู้วิจัยโดยตรง

  1. ถือคำตอบเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตัดสิน โดยเฉพาะคำถามเรื่องยาที่กินร่วมกัน ขนาดที่ใช้ หรืออาการหลังใช้ ให้ถามซ้ำกับเภสัชกรหรือแพทย์ ซึ่งถามประวัติยาและโรคประจำตัวของคุณได้ ต่างจากแชตบอต
  2. ระวังน้ำเสียงที่มั่นใจ คำตอบที่เรียบเรียงดีไม่ได้แปลว่าถูก งานนี้แสดงว่าความไว้ใจของผู้ใช้ไม่ได้ลดลงเมื่อเรื่องเสี่ยงขึ้น
  3. สำหรับพ่อแม่ การรู้ว่าแชตบอตเป็นช่องทางหนึ่งที่คนหนุ่มสาวใช้หาข้อมูลเรื่องนี้ ช่วยให้เริ่มคุยกันได้ตรงจุด เช่น ถามว่าเคยถามแชตบอตเรื่องอะไรและเชื่อคำตอบแค่ไหน
  4. ช่องทางขอความช่วยเหลือในไทย
  • สายด่วนยาเสพติด 1165 ของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์ โทรฟรี สำหรับขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือเรื่องยาเสพติด
  • สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาฟรีตลอด 24 ชั่วโมง และเก็บเรื่องที่คุยเป็นความลับ
  • ถ้ามีอาการผิดปกติรุนแรงหลังใช้ยา เหล้า หรือสารใด ๆ อย่ารอคำตอบจากแชตบอต ให้เรียกรถพยาบาลฉุกเฉินหรือไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

ความน่าเชื่อถือของผลสำรวจ

เกณฑ์ผลเหตุผล
ทำซ้ำได้ไม่ผ่านงานวิจัยระบุ repo บน GitHub สำหรับโค้ดวิเคราะห์ (ReadEval เปิดตรวจจากระบบของเราไม่ได้) แต่ข้อมูลดิบให้เฉพาะนักวิจัยที่ขอผ่านผู้วิจัยตามข้อกำหนดด้านจริยธรรม
บอกวิธีการครบผ่านระบุแหล่งผู้ตอบ ช่วงเวลา โควตา เกณฑ์คัดออก ค่าตอบแทน รูปแบบคำถาม และเวอร์ชันโปรแกรมวิเคราะห์ (R 4.6.1)
บอกความแปรปรวนผ่านรายงานช่วงความเชื่อมั่น 95% ของตัวเลขหลักและผลทดสอบทางสถิติครบ แม้เก็บข้อมูลรอบเดียว
ตัวอย่างและการเทียบที่เป็นธรรมไม่ผ่านกลุ่มตัวอย่างสมัครใจจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ได้สุ่ม ไม่ได้ระบุการถ่วงน้ำหนัก และคำถามยังไม่ผ่านการทดสอบความแม่น
เป็นอิสระผ่านผู้วิจัยแจ้งว่าไม่ได้รับทุนและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ได้เป็นผู้ผลิตแชตบอต
ยอมรับข้อจำกัดผ่านระบุข้อจำกัดเรื่องกลุ่มตัวอย่าง ความคลาดเคลื่อนของการวัด และคำถามที่ยังไม่ผ่านการตรวจไว้ชัด

รวม 4 จาก 6 ข้อ ได้ระดับ 🟡 พอใช้อ้างอิงได้ ตัวเลข "1 ใน 3" ใช้เป็นสัญญาณได้ว่าแชตบอตเป็นแหล่งข้อมูลเรื่องสารเสพติดที่คนหนุ่มสาวอเมริกันใช้จริง แต่ไม่ควรอ่านเป็นอัตราที่แม่นยำของคนทั้งประเทศ

จุดที่แหล่งข่าวเขียนไม่ตรงกัน

  • แชตบอตที่ใช้: Euronews เขียนว่าผู้ตอบใช้ "เครื่องมืออย่าง ChatGPT, Google Gemini และ Meta AI" ข่าวของ Rutgers เขียนว่า "ChatGPT และแชตบอตทำนองเดียวกัน" แต่งานวิจัยฉบับเต็มใช้ชื่อเหล่านี้ (รวม My AI ของ Snapchat) เป็นเพียงตัวอย่างในคำอธิบาย ไม่ได้วัดรายยี่ห้อ
  • "ถามเรื่องขนาดยา": Euronews เขียนว่าราวครึ่งหนึ่งหาข้อมูลเฉพาะของสาร "รวมถึงขนาดที่ใช้" งานวิจัยให้ตัวเลข 48.6% กับทั้งหมวดข้อมูลเฉพาะของสาร โดยยกขนาดที่ใช้เป็นตัวอย่าง จึงไม่มีตัวเลขว่ากี่คนถามเรื่องขนาดโดยเฉพาะ
  • 93% กับ Google: ตัวเลขนี้คิดจากคนที่เคยถามแชตบอตเรื่องยาหรือเหล้า 321 คน ไม่ใช่ผู้ตอบทั้งหมด ซึ่งมีคนค้น Google เรื่องนี้ 57.5% ส่วนข้อสรุปว่าแชตบอต "เสริม" การค้นเว็บมาจาก Euronews งานวิจัยไม่ได้เขียนไว้ตรง ๆ
  • ชื่อวารสารและกลุ่มอายุ: ThePrint เรียกวารสารว่า Journal of Medical Internet Research และเขียนว่าพบมาก "โดยเฉพาะคนอายุ 18–19 ปี" แต่งานตีพิมพ์ใน JMIR Formative Research ซึ่งเป็นวารสารในเครือเดียวกัน และแบ่งอายุเพียง 18–23 กับ 24–29 ปี ซึ่งไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
  • ตัวเลข 25% และ 66%: ThePrint ใส่ตัวเลขว่ายาเสพติดหรือเหล้าเป็นสาเหตุการเสียชีวิต 25% ของผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่งงานวิจัยอ้างจากข้อมูล CDC ไม่ใช่ผลของการสำรวจนี้ ส่วนหัวข่าวของ ThePrint ที่ว่า 66% ใช้ AI ขอคำแนะนำทางการแพทย์ ข่าวของ Rutgers อ้างจากผลสำรวจของ Pew Research ปี 2026 ซึ่ง ReadEval ไม่ได้ตรวจกับต้นฉบับ จึงไม่นำมาใช้
  • วันที่: งานวิจัยเผยแพร่ 19 ต.ค. 2026 ข่าวของ Rutgers ลงวันที่ 23 ต.ค. 2026 และ Euronews กับ ThePrint รายงานวันที่ 26 ต.ค. 2026

บทวิเคราะห์จาก ReadEval

Eva · โต๊ะวิจัยและผลทดสอบ

สรุปสั้น ๆ: แชตบอตกลายเป็นที่ปรึกษาเรื่องยาและเหล้าของคนหนุ่มสาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยแล้ว แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าคำแนะนำที่พวกเขาได้รับนั้นถูกแค่ไหน

งานนี้มีคุณค่าตรงที่ให้ตัวเลขในเรื่องที่ผู้วิจัยระบุว่ายังไม่เคยมีใครวัด คือจำนวนคนหนุ่มสาวที่ถามแชตบอตเรื่องสารเสพติด และผลที่ได้ก็สอดคล้องกับภาพที่หลายคนคาดไว้ คนรุ่นนี้ใช้ AI เป็นปกติ และเรื่องที่ไม่อยากถามคนจริง ๆ ก็ย้ายไปถามเครื่องแทน ข้อที่น่าสนใจกว่าตัวเลข 1 ใน 3 คือความไว้ใจที่ไม่ลดลงเมื่อเรื่องเสี่ยงขึ้น ทั้งที่ผู้ใช้เองก็รู้สึกว่าคำตอบมีประโยชน์น้อยลง

อย่างไรก็ตาม ReadEval เห็นว่าไม่ควรอ่านงานนี้เกินกว่าที่มันวัด มันเป็นจดหมายวิจัยขนาดสั้น ใช้กลุ่มตัวอย่างออนไลน์ที่ผู้วิจัยยอมรับว่าอาจเอนไปทางคนที่ใช้ AI มาก และไม่ได้ดูคำตอบของแชตบอตเลยแม้แต่ข้อเดียว คำถามที่สำคัญที่สุด คือแชตบอตตอบเรื่องยาและเหล้าถูกต้องและปลอดภัยแค่ไหน และคนนำคำตอบไปใช้อย่างไร ยังต้องรองานถัดไป ระหว่างนี้หลักที่ใช้ได้กับทุกคนคือ แชตบอตช่วยให้เริ่มต้นได้ แต่คำตอบเรื่องที่กระทบร่างกายควรผ่านเภสัชกร แพทย์ หรือสายด่วนที่มีคนจริงรับสายก่อนเสมอ

แหล่งที่มา

  1. JMIR Formative Research: Use of Generative AI for Substance-Related Information Among Young Adults (Aged 18-29 Years) in the United States (Triguero Roura & Mauro, 2026)
  2. PubMed Central: ฉบับเต็มของงานวิจัยเดียวกัน (PMC13679863, DOI 10.2196/100667)
  3. Rutgers: A Third of Young Adults Turn to Artificial Intelligence for Substance-Use Information (23 ต.ค. 2026)
  4. Euronews: One in three young adults use AI chatbots for drug and alcohol information, study finds
  5. ThePrint: 66% of young adults use AI for medical advice, 1 in 3 ask about drugs
  6. กรมการแพทย์ / สบยช.: คู่มือการให้บริการ (ระบุสายด่วนยาเสพติด 1165 โทรฟรี)
  7. กรมสุขภาพจิต: สายด่วนสุขภาพจิต 1323
  8. กรมสุขภาพจิต: ระบบนัดบริการปรึกษา สายด่วนสุขภาพจิต 1323