นักเศรษฐศาสตร์ Apollo ชี้ AI ยังให้ผลตอบแทน “เป็นศูนย์” กับบริษัทอเมริกันนอก 7 ยักษ์เทค
Torsten Slok แห่ง Apollo ชี้อัตรากำไรและยอดขายต่อพนักงานของบริษัทใหญ่สหรัฐฯ นอก 7 ยักษ์เทคแบนราบ แต่เป็นความเห็นจากกราฟภาพรวม และมีนักเศรษฐศาสตร์ที่มองต่าง
สารบัญ (12 หัวข้อ)
- สรุปประเด็นสำคัญ
- Slok เขียนไว้ว่าอะไรบ้าง
- กราฟทั้งห้าวัดอะไร และบอกอะไรไม่ได้
- "S&P 493" คืออะไร แปลว่า "บริษัทนอกสายเทค" ทั้งหมดไหม
- ทำไมต้องอ่านอย่างระวัง
- นักเศรษฐศาสตร์คนอื่นมองอย่างไร
- บริษัทเองบอกว่าได้ผลไหม
- Slok พูดเรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้ว
- เรื่องนี้เกี่ยวกับไทยไหม
- คุณทำอะไรได้บ้าง
- สิ่งที่แหล่งข่าวรายงานไม่ตรงกัน
- บทวิเคราะห์จาก ReadEval
บริษัทอเมริกันทุ่มเงินกับ AI กันมหาศาล ทั้งค่าบริการ AI และค่าใช้โมเดลที่คิดเงินตามปริมาณข้อความ แต่ Torsten Slok หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Apollo บริษัทจัดการลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐฯ เพิ่งเขียนในบันทึกประจำวันของเขาว่า ถ้าไม่นับบริษัทเทค AI ยังให้ "ผลตอบแทนทางการเงินเป็นศูนย์" กับธุรกิจอเมริกัน
Slok แบ่งบริษัทใหญ่ราว 500 แห่งในดัชนี S&P 500 ออกเป็นสองกลุ่ม คือยักษ์เทค 7 แห่งที่เรียกกันว่า Magnificent 7 เช่น Apple, Microsoft และ Nvidia กับบริษัทที่เหลือซึ่งเรียกเล่น ๆ ว่า "S&P 493" แล้วเทียบยอดขายต่อพนักงานหนึ่งคนกับอัตรากำไร (กำไรจากยอดขายทุก 100 ดอลลาร์) ผลคือ 7 ยักษ์ไต่ขึ้นทั้งคู่ ส่วนกลุ่ม 493 แทบไม่ขยับ Fortune ซึ่งอ้างข้อมูลชุดเดียวกันรายงานว่า อัตรากำไรของ 7 ยักษ์ขึ้นจากราว 15% เป็น 25% ในสามปี ขณะที่อีกกลุ่มวนอยู่แถว 10%
ลองนึกถึงยุคตื่นทอง คนขายพลั่วรวยก่อน ส่วนคนขุดยังรอเจอทอง Slok เคยเขียนไว้ว่าเงินที่ทุ่มให้ AI ตอนนี้ไปโผล่ในกำไรของ "ผู้ขาย" ไม่ใช่ "ผู้ซื้อ" ต่างกันตรงที่ 7 ยักษ์ยังมีธุรกิจอื่นอย่างโฆษณา มือถือ และรถยนต์ไฟฟ้า กราฟจึงไม่ได้พิสูจน์ว่ากำไรที่เพิ่มมาจาก AI ส่วนเหตุที่บริษัททั่วไปยังไม่ได้ประโยชน์ Slok สรุปว่า "AI อาจเป็นเครื่องคิดเลขที่เก่งมาก แต่ในธุรกิจ ความฉลาดส่วนใหญ่คือวิจารณญาณ"
อย่างไรก็ตาม นี่คือความเห็นที่ตีความจากกราฟภาพรวม ไม่ใช่งานวิจัยที่แยกผลของ AI ออกมาวัด และ AI เพิ่งแพร่เข้าบริษัทได้ไม่กี่ปี นักเศรษฐศาสตร์อีกฝั่ง เช่น Erik Brynjolfsson แห่งมหาวิทยาลัย Stanford มองว่าผลของ AI เริ่มเห็นในตัวเลขผลิตภาพ (ผลงานที่ได้ต่อแรงงานหนึ่งหน่วย) ของสหรัฐฯ แล้ว ตอนคอมพิวเตอร์เริ่มเข้าออฟฟิศ ผลต่อผลิตภาพของทั้งประเทศก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะปรากฏในสถิติ
ข่าวนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน แต่ให้คำถามที่ควรถามทุกครั้งที่ได้ยินว่า "AI ทำให้บริษัทกำไรมากขึ้น" ว่าวัดจากอะไร ถ้าคุณจ่ายค่า AI ในงานอยู่ ลองจดว่ามันช่วยประหยัดเวลาหรือเพิ่มยอดขายได้จริงเท่าไรเทียบกับค่าใช้จ่าย ด้านล่างมีคำแปลประโยคสำคัญ กราฟทั้งห้าวัดอะไร และข้อมูลจากฝั่งที่มองต่าง
สรุปประเด็นสำคัญ
- ใครพูด: Torsten Slok หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ (Partner, Chief Economist) ของ Apollo Global Management เขียนในบันทึก The Daily Spark ฉบับ 24 ต.ค. 2026 ชื่อ "No Signs of AI Payoff Outside the Tech Sector"
- ข้อสรุปของเขา: ยอดขายต่อพนักงานและอัตรากำไรของ 7 ยักษ์เทคสูงขึ้น แต่ของบริษัทที่เหลือใน S&P 500 แบนราบ และยังไม่เห็นสัญญาณว่า AI ช่วยให้ผลิตภาพของสหรัฐฯ โตเร็วขึ้น
- ข้อมูลที่ใช้: กราฟภาพรวม 5 ภาพจาก Bloomberg, Macrobond, ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาซานฟรานซิสโก, สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ และ Ramp ไม่ใช่งานวิจัยที่แยกผลของ AI ออกจากปัจจัยอื่น
- มีทั้งหลักฐานที่หนุนและคนที่มองต่าง: ผลสำรวจผู้บริหารของ PwC และ McKinsey ปีนี้ชี้ว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังไม่เห็นผลทางการเงินจริง แต่ Erik Brynjolfsson และนักเศรษฐศาสตร์ของ Capital Economics มองว่าผลิตภาพที่เร่งขึ้นในปี 2025 มี AI เป็นส่วนสำคัญ
Slok เขียนไว้ว่าอะไรบ้าง
บันทึกฉบับนี้ยาวเพียงห้าย่อหน้า ประโยคสำคัญมีดังนี้ (ReadEval แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ)
- ประโยคเปิด: "แม้จะมีการลงทุนมหาศาลและกระแสตื่นตัวรอบปัญญาประดิษฐ์ไปทั่ว เทคโนโลยีนี้ให้ผลตอบแทนทางการเงินเป็นศูนย์กับบริษัทอเมริกันที่อยู่นอกสายเทค" (ต้นฉบับ: "the technology has delivered zero financial payoff to corporate America outside of tech")
- เรื่องค่าโทเค็น: "เมื่อไม่มีผลต่อกำไรสุทธิ บริษัทอเมริกันกระแสหลักจึงเริ่มถอยและมองค่าใช้จ่ายโทเค็นว่าเป็นต้นทุนที่กดอัตรากำไร ไม่ใช่แหล่งการเติบโต" และ "บริษัทอเมริกันกระแสหลักไม่ได้ต้องการโมเดลรุ่นล่าสุด และไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อมัน" (โทเค็นคือหน่วยที่ผู้ให้บริการ AI ใช้นับปริมาณข้อความและคิดเงิน)
- เรื่องวิจารณญาณ: "AI อาจเป็นเครื่องคิดเลขที่เก่งมาก แต่ในธุรกิจ ความฉลาดส่วนใหญ่คือวิจารณญาณ วิจารณญาณขึ้นกับบริบท และคำตอบก็ต่างกันไปตามว่าคุณถามคนไหนหรือโมเดลไหน" (ต้นฉบับ: "AI may be a great calculator, but in business, intelligence is mostly judgment")
- สิ่งที่ AI ไม่เข้าใจ: "AI ไม่เข้าใจความรับผิดชอบ ความไว้วางใจ วัฒนธรรม กฎที่ไม่ได้เขียนไว้ การชั่งน้ำหนักทางจริยธรรม หรือความเป็นธรรม ซึ่งล้วนกำหนดความเสี่ยงต่อชื่อเสียง และท้ายที่สุดก็ขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไร"
- บทสรุป: "เรื่องราวของ AI จะถูกตัดสินใน S&P 493 ไม่ใช่ใน Mag 7 และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานว่ายอดขายหรืออัตรากำไรนอกสายเทคดีขึ้น"
คำถามที่ Slok ทิ้งไว้คือ เมื่อโมเดล AI ถูกลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสินค้าทั่วไป บริษัทกระแสหลักจะเปลี่ยน "ความฉลาดราคาถูก" ให้เป็นยอดขายและกำไรที่สูงขึ้นได้หรือไม่ เขาตอบไว้เองว่า "อาจยากกว่าที่ฟังดู"
กราฟทั้งห้าวัดอะไร และบอกอะไรไม่ได้
Slok ไม่ได้ทำการทดลองหรือสำรวจเอง เขาใช้กราฟภาพรวม 5 ภาพประกอบความเห็น ReadEval เปิดดูกราฟต้นฉบับบนเว็บไซต์ Apollo แล้วสรุปได้ดังนี้
| กราฟ | วัดอะไร | ช่วงเวลา | ข้อมูลจาก | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|---|
| ยอดขายหารจำนวนพนักงาน ปรับเงินเฟ้อเป็นค่าเงิน ณ ไตรมาส 4 ปี 2019 เทียบ 7 ยักษ์กับ S&P 493 | 2019–2026 | Bloomberg, Macrobond | ไม่ได้แยกว่ายอดขายที่เพิ่มมาจาก AI หรือจากธุรกิจอื่น |
| กำไรเป็นสัดส่วนของยอดขาย เทียบสองกลุ่มเดียวกัน | 2015–2026 | Bloomberg, Macrobond | เป็นค่ารวมของทั้งกลุ่ม ไม่เห็นว่าบริษัทไหนใช้ AI มากหรือน้อย |
| อัตราเติบโตปีต่อปีของผลิตภาพปัจจัยการผลิตรวม (TFP) ฉบับปรับตามการใช้กำลังการผลิตของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาซานฟรานซิสโก เทียบกับผลผลิตต่อชั่วโมงทำงาน | 1985–2026 | ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาซานฟรานซิสโก, สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ | ผลิตภาพทั้งประเทศมีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ได้ชี้เฉพาะ AI |
| สัดส่วนค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดที่มาจากบริษัท 10% แรก | ไม่ระบุ | Ara Kharazian หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Ramp | มาจากลูกค้าของ Ramp เท่านั้น ไม่ใช่ทุกบริษัทในสหรัฐฯ |
| สัดส่วนบริษัทที่มีกองทุนร่วมลงทุน (VC) หนุนหลัง ในกลุ่มผู้ใช้จ่ายด้าน AI สูงสุด 1% เทียบกับผู้ใช้จ่ายระดับกลาง | ไม่ระบุ | Ramp AI Index | เช่นเดียวกับกราฟ 4 |
ตัวเลขที่น่าสนใจจากกราฟ 4 และ 5 คือ บริษัทกลุ่ม 10% แรกเป็นผู้จ่ายค่าบริการรันโมเดล (model serving & inference) ถึง 99.5% และจ่ายค่าบริการ OpenAI กับ Anthropic รวมกัน 95.6% ส่วนในกลุ่มผู้ใช้จ่ายด้าน AI สูงสุด 1% มีถึง 80.4% ที่เป็นบริษัทซึ่ง VC หนุนหลัง เทียบกับ 13.1% ในผู้ใช้จ่ายระดับกลาง Slok ใช้ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการใช้ AI แบบหนักยังกระจุกอยู่ในเศรษฐกิจส่วนเล็ก ๆ จึงยังไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพใหญ่มากนัก
Ramp เป็นบริษัทให้บริการบัตรและระบบจัดการค่าใช้จ่ายของธุรกิจในสหรัฐฯ ดัชนี AI ของ Ramp อิงข้อมูลการจ่ายเงินของธุรกิจกว่า 85,000 แห่งที่ใช้บริการของบริษัท
ReadEval อ่านกราฟ 1 อย่างละเอียด (ค่าโดยประมาณจากภาพ): เส้นยอดขายต่อพนักงานของ 7 ยักษ์เริ่มปี 2019 ที่ราว 700,000 ดอลลาร์ต่อคน ลดลงต่ำสุดราว 565,000 ดอลลาร์ช่วงต้นปี 2023 แล้วจึงไต่ขึ้นเกือบ 800,000 ดอลลาร์ในปี 2026 แปลว่าช่วงขาขึ้นเริ่มจากจุดที่ต่ำกว่าปี 2019 และระดับล่าสุดสูงกว่าปี 2019 ไม่มากเท่าที่เส้นช่วงหลังทำให้รู้สึก ส่วนเส้นของ S&P 493 อยู่แถว 500,000–550,000 ดอลลาร์ตลอดช่วง
"S&P 493" คืออะไร แปลว่า "บริษัทนอกสายเทค" ทั้งหมดไหม
S&P 500 คือดัชนีหุ้นของบริษัทใหญ่ราว 500 แห่งในสหรัฐฯ ส่วน "S&P 493" ไม่ใช่ดัชนีทางการ เป็นชื่อที่นักวิเคราะห์ตั้งขึ้นเพื่อดู S&P 500 แบบตัด Magnificent 7 ออก ได้แก่ Alphabet (Google), Amazon, Apple, Meta, Microsoft, Nvidia และ Tesla ตามรายชื่อที่ TechCrunch ระบุ
จุดที่ควรรู้คือ S&P 493 ไม่ได้มีแต่บริษัทนอกสายเทค เพราะตัดออกแค่ 7 บริษัท บริษัทเทครายใหญ่อื่นอย่าง Oracle, Broadcom, AMD และ Salesforce ยังอยู่ในดัชนี S&P 500 และจึงอยู่ในกลุ่ม 493 ด้วย คำว่า "นอกสายเทค" ในหัวข่าวของสื่อหลายแห่งจึงเป็นการพูดแบบย่อ ในบันทึกเดือนสิงหาคม Slok แยกดูรายกลุ่มอุตสาหกรรมนอกสายเทคแล้วพบภาพคล้ายกัน คืออัตรากำไรแบนราบ ขึ้นลงตามวัฏจักร หรือแย่ลง เช่น อัตรากำไรของกลุ่มสุขภาพลดลงครึ่งหนึ่งนับจากปี 2015 และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นค้างอยู่ใกล้ 6%
ทำไมต้องอ่านอย่างระวัง
- เป็นความเห็น ไม่ใช่งานวิจัย: บันทึกนี้วางกราฟภาพรวมคู่กับข้อสรุป ไม่ได้ใช้วิธีทางสถิติแยกผลของ AI ออกจากปัจจัยอื่น เช่น ดอกเบี้ย ค่าแรง หรือวัฏจักรเศรษฐกิจ เมื่อเส้นของ S&P 493 แบนราบ บอกได้ว่ายังไม่เห็นผล แต่ยังบอกไม่ได้ว่าทำไม
- เส้นที่ขึ้นก็ไม่ได้แปลว่ามาจาก AI: 7 ยักษ์มีธุรกิจหลายอย่าง กราฟไม่ได้แยกว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นมาจาก AI หรือจากส่วนอื่น
- ช่วงเวลายังสั้น: ผลิตภาพจากเทคโนโลยีใหม่มักต้องใช้เวลา บริษัทต้องปรับขั้นตอนทำงาน ฝึกคน และลงทุนส่วนอื่นประกอบก่อน Slok เองยอมรับความเป็นไปได้นี้ในความเห็นที่ Fortune อ้างเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ว่า "บางทีอาจมีผลแบบ J-curve ที่ AI ต้องใช้เวลากว่าจะปรากฏในข้อมูลเศรษฐกิจภาพใหญ่ บางทีก็อาจไม่"
- มาตรวัดผลิตภาพมีหลายแบบ: กราฟ 3 ของ Slok เน้น TFP ที่ใกล้ศูนย์ แต่ในกราฟเดียวกัน เส้นผลผลิตต่อชั่วโมงทำงานยังเติบโตราว 2% ต่อปี (ReadEval อ่านจากภาพ) สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เมื่อ 3 ก.ย. 2026 ที่ระบุว่าผลิตภาพแรงงานภาคธุรกิจนอกภาคเกษตร ไตรมาส 2 ปี 2026 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.2% การเลือกมาตรวัดจึงมีผลต่อข้อสรุป
- ผู้เขียนเป็นนักลงทุน: Apollo เป็นบริษัทจัดการลงทุน คำเตือนท้ายบันทึกระบุว่าความเห็นเป็นของผู้เขียน ณ วันที่เผยแพร่ อาจไม่ตรงกับความเห็นของ Apollo และไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
นักเศรษฐศาสตร์คนอื่นมองอย่างไร
ฝั่งที่เห็นว่าผลเริ่มมาแล้ว: Fortune รายงานเมื่อ 15 ก.พ. 2026 ว่า Erik Brynjolfsson ผู้อำนวยการ Stanford Digital Economy Lab เขียนบทความใน Financial Times ว่า "ข้อมูลสหรัฐฯ ปี 2025 ฉบับปรับปรุงบ่งชี้ว่าเรากำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงลงทุนเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว" โดยเขาคำนวณว่าผลิตภาพของสหรัฐฯ ปี 2025 โตราว 2.7% เกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ย 1.4% ต่อปีในทศวรรษก่อน ขณะที่การจ้างงานโตช้า แต่เขาก็เตือนว่าต้องเห็นการเติบโตต่อเนื่องอีกหลายช่วงก่อนจะยืนยันได้ว่าเป็นแนวโน้มระยะยาว ในบทความเดียวกัน Stephen Brown นักเศรษฐศาสตร์ของ Capital Economics บอกว่าข้อมูลทั้งหมด "บ่งชี้ว่า AI มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของผลิตภาพ"
ฝั่งที่เห็นว่ายังเร็วไป: ทีมวิจัยเศรษฐกิจของ BNP Paribas เขียนเมื่อ 27 พ.ค. 2026 ว่าผลิตภาพที่เร่งขึ้นช่วงนี้มาจากผลต่อเนื่องของการลงทุนในอดีตมากกว่า และ "การใช้ AI ยังใหม่เกินกว่าที่ผลิตภาพจะปรากฏในระดับเศรษฐกิจภาพใหญ่" แต่คาดว่าในระยะกลาง AI จะช่วยหนุนแนวโน้มขาขึ้น ส่วนผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของ Indeed Hiring Lab พบว่าเกือบทั้งหมดคาดว่า AI จะเพิ่มผลิตภาพในสามปีข้างหน้า แต่ 70% คาดว่าจะเพิ่มแค่ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
บทเรียนจากยุคคอมพิวเตอร์: ปี 1987 Robert Solow นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันเขียนประโยคที่ถูกอ้างถึงบ่อยว่า "คุณเห็นยุคคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่ ยกเว้นในสถิติผลิตภาพ" ก่อนที่ผลของไอทีจะปรากฏชัดในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ผู้แสดงความเห็นบนโซเชียลมีเดียบางส่วนที่ The Register อ้างถึงก็ยกยุคพีซีเป็นตัวอย่างว่าผลิตภาพอาจตามหลังการใช้งานเป็นสิบปีหรือนานกว่านั้น ReadEval เห็นว่าประโยค "AI อยู่ทุกที่ ยกเว้นในข้อมูลเศรษฐกิจที่เพิ่งออกมา" ที่ Slok พูดเมื่อต้นปีก็ล้อมาจากประโยคของ Solow
บริษัทเองบอกว่าได้ผลไหม
ผลสำรวจผู้บริหารปีนี้ค่อนข้างไปทางเดียวกับ Slok แต่มีรายละเอียดที่ควรรู้
- PwC (มกราคม 2026): จากผู้นำธุรกิจ 4,454 คน 56% บอกว่า AI ไม่ได้ทั้งเพิ่มรายได้และไม่ได้ลดต้นทุน มีเพียง 12% ที่ได้ทั้งสองอย่าง ตามที่ The Register รายงาน
- McKinsey (สิงหาคม 2026): 37% ของผู้ตอบแบบสำรวจ 1,719 คนบอกว่า AI มีผลต่อกำไรจากการดำเนินงานอย่างน้อยบางส่วน ใกล้เคียงกับปีก่อน และมีเพียง 6% ที่ได้ผลชัดเจน แต่ 80% ของคนที่ใช้ AI ในงานบอกว่าตัวเองทำงานได้มากขึ้น
ช่องว่างตรงนี้น่าสนใจ คนทำงานรู้สึกว่าทำงานเร็วขึ้น แต่บริษัทยังไม่เห็นเป็นตัวเงิน Fortune ยกผลสำรวจของ BCG ที่พบว่าพนักงาน 42% ประหยัดเวลาได้ 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จากการใช้ AI แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้รับคำแนะนำว่าจะใช้เวลาที่เหลือทำอะไร
Slok พูดเรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้ว
ไม่ใช่ครั้งแรก บันทึกฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเห็นที่ Slok เขียนต่อเนื่องมาทั้งปี
| วันที่ | สิ่งที่ Slok พูด |
|---|---|
| ก่อน 15 ก.พ. 2026 | "AI อยู่ทุกที่ ยกเว้นในข้อมูลเศรษฐกิจที่เพิ่งออกมา" และยอมรับว่าอาจมีผลแบบ J-curve (Fortune อ้างเมื่อ 15 ก.พ.) |
| 6 ก.ค. 2026 | เตือนว่าถ้าผลตอบแทนจาก AI นอกสายเทคมาช้ากว่าที่ตลาดคาด ตลาดหุ้นอาจต้องปรับราคาลงอย่างเจ็บปวด (Fortune) |
| 9 ส.ค. 2026 | บันทึก "The Buyers of AI Are Still Waiting for the Payoff" ระบุว่าการลงทุน AI ไปโผล่ในกำไรของผู้ขาย ไม่ใช่ผู้ซื้อ |
| 20 ต.ค. 2026 | บันทึกเรื่องค่าโทเค็นของบริษัทที่โตช้าลง ชี้ว่าความต้องการใช้ AI อ่อนไหวต่อราคา |
| 24 ต.ค. 2026 | บันทึก "No Signs of AI Payoff Outside the Tech Sector" ที่เป็นข่าวนี้ |
เรื่องนี้เกี่ยวกับไทยไหม
ข้อมูลทั้งหมดในบันทึกเป็นข้อมูลของบริษัทในสหรัฐฯ ReadEval ไม่พบข้อมูลในแหล่งข่าวเหล่านี้ที่วัดผลแบบเดียวกันกับบริษัทไทย จึงยังยืนยันไม่ได้ว่าบริษัทไทยอยู่ในสภาพเดียวกันหรือไม่
คุณทำอะไรได้บ้าง
- ถามว่าวัดจากอะไร: เมื่ออ่านข่าวว่า AI ทำให้บริษัทไหน "กำไรเพิ่ม" หรือ "ผลิตภาพพุ่ง" ให้ดูว่าเป็นตัวเลขจริงจากงบการเงิน ผลสำรวจความรู้สึก หรือการคาดการณ์ เพราะสามแบบนี้ให้คำตอบต่างกันได้มาก
- วัดงานของคุณเอง: ถ้าคุณหรือทีมจ่ายค่าบริการ AI อยู่ ลองจดสัก 2–4 สัปดาห์ว่างานไหนเร็วขึ้นจริง ใช้เวลาที่ได้คืนไปทำอะไร และเทียบกับค่าบริการที่จ่าย
- ไม่ใช่สัญญาณซื้อขาย: บันทึกนี้เป็นความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่ง Apollo เองระบุว่าไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ReadEval ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำการลงทุนเช่นกัน
สิ่งที่แหล่งข่าวรายงานไม่ตรงกัน
- "กำไร" กับ "อัตรากำไร": บางรายงานสรุปว่ากำไรของบริษัท 493 แห่งแบนราบ แต่สิ่งที่ Slok วัดคืออัตรากำไร (กำไรต่อยอดขาย) และยอดขายต่อพนักงาน ไม่ใช่ตัวเงินกำไรรวม บริษัทอาจมีกำไรรวมเพิ่มขึ้นได้แม้อัตรากำไรเท่าเดิม ถ้ายอดขายโตขึ้น
- "นอกสายเทค" กับ "S&P 493": TechCrunch และ The Register เขียนว่า "นอกสายเทค" แต่กราฟหลักเทียบ 7 ยักษ์กับบริษัทที่เหลือทั้งหมด ซึ่งยังมีบริษัทเทคอื่นอยู่ (ดูหัวข้อ S&P 493 ด้านบน)
- ตัวเลขในข่าว: TechCrunch ไม่ได้ให้ตัวเลขอัตรากำไรหรือยอดขายต่อพนักงาน ตัวเลข 15% เป็น 25% และราว 10% มาจาก Fortune ที่อ้างข้อมูล Bloomberg และ Macrobond ชุดเดียวกันเมื่อเดือนกรกฎาคม ในกราฟฉบับ 24 ต.ค. เส้นของ 7 ยักษ์ขึ้นไปใกล้ 30% แล้ว (ReadEval อ่านจากภาพ)
- "บริษัทกำลังถอย": ประโยคที่ว่าบริษัทอเมริกันกระแสหลักเริ่มถอยจากการใช้จ่ายค่าโทเค็น บันทึกฉบับ 24 ต.ค. ไม่ได้ให้ตัวเลขยืนยันโดยตรง แต่บันทึกฉบับ 20 ต.ค. ใช้ข้อมูล Ramp ที่แสดงว่าค่าใช้จ่ายโทเค็นของบริษัทโตช้าลง
บทวิเคราะห์จาก ReadEval
Rea · โต๊ะข่าว AI
ข้อสรุปของ Slok มีน้ำหนักเรื่อง "ยังไม่เห็นผลในงบการเงิน" แต่ยังไม่พอจะบอกว่า "AI ไม่ได้ผล" กราฟของเขาแสดงชัดว่าอัตรากำไรและยอดขายต่อพนักงานของบริษัทใหญ่ส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ยังไม่ขยับ ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจผู้บริหารของ PwC และ McKinsey ปีนี้ แต่ทั้งหมดเป็นภาพรวมที่ไม่ได้แยกผลของ AI ออกมา และเทคโนโลยีนี้เพิ่งเข้าบริษัทได้ไม่กี่ปี ฝั่งที่มองต่างก็ยังเถียงกันเรื่องมาตรวัด TFP ที่ Slok เลือกแทบไม่โต ขณะที่ผลผลิตต่อชั่วโมงทำงานที่ Brynjolfsson ให้น้ำหนักโตดีกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ประโยคที่ควรจำจากข่าวนี้คือคำถามที่ Slok ตั้งเอง ว่าเมื่อความฉลาดของเครื่องจักรถูกลงเรื่อย ๆ ใครจะเปลี่ยนมันเป็นรายได้ได้จริง ตัวเลขผลิตภาพรอบถัดไปของ BLS และงบการเงินไตรมาสถัดไปของบริษัทนอกกลุ่ม 7 ยักษ์ จะเป็นข้อมูลชุดถัดไปที่ช่วยตอบคำถามนี้
แหล่งที่มา
- Apollo (Torsten Slok): No Signs of AI Payoff Outside the Tech Sector (24 ต.ค. 2026)
- Apollo (Torsten Slok): Slowing Token Spend Shows Compute Demand Isn't Unlimited (20 ต.ค. 2026)
- Apollo (Torsten Slok): The Buyers of AI Are Still Waiting for the Payoff (9 ส.ค. 2026)
- TechCrunch: AI delivers 'zero financial payoff' to most companies, Apollo economist says
- The Register: Private equity giant: AI payoff strictly limited to Big Tech
- Fortune: Slok on AI productivity gains and a painful repricing (6 ก.ค. 2026)
- Fortune: Brynjolfsson says AI productivity liftoff is visible (15 ก.พ. 2026)
- BLS: Productivity and Costs, Second Quarter 2026, Revised
- BNP Paribas Economic Research: United States, labour productivity growth set to continue
- Indeed Hiring Lab: Q2 productivity and costs release
- The Register: Majority of CEOs report zero payoff from AI splurge (PwC)
- The Register: McKinsey says enterprise AI is finally on the road to ROI
- Ramp AI Index
- Robeco: Magnificent Seven และ S&P 493
- Wikipedia: List of S&P 500 companies
- Wikipedia: Productivity paradox (ประโยคของ Robert Solow)