พนักงานมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ที่ไม่นับถือพระเจ้า ได้ผ่อนผันไม่ต้องใช้ AI ด้วยเหตุผลความเชื่อ
University of Kentucky อนุมัติให้ David Durman ผู้ยึดแนวคิดมนุษยนิยมไม่ต้องใช้ AI ทำงานเอง ตามกฎหมาย Title VII เป็นการผ่อนผันรายบุคคล ไม่ใช่คำตัดสินศาล
สารบัญ (9 หัวข้อ)
ช่วงนี้หลายองค์กรชวนพนักงานให้ลองใช้ ChatGPT หรือ Copilot ช่วยทำงาน แต่ที่ University of Kentucky ในสหรัฐฯ มีพนักงานคนหนึ่งยื่นเรื่องขอไม่ใช้ AI ด้วยตัวเอง และมหาวิทยาลัยอนุมัติด้วยเหตุผลทางความเชื่อ จุดที่ทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวคือเขาไม่ได้นับถือพระเจ้า
David Durman เป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานวิจัย คอยช่วยนักวิจัยยื่นขอทุน เขายึดแนวคิดมนุษยนิยม (Humanism) มาราว 30 ปี แนวคิดนี้ไม่มีพระเจ้า แต่ให้คนรับผิดชอบการตัดสินใจทางศีลธรรมด้วยตัวเอง Durman มองว่าถ้าให้ AI คิดแทน เขาจะเสียส่วนที่ใช้ขัดเกลาตัวเองให้เป็นคนที่มีศีลธรรม เปรียบได้กับคนที่ตั้งใจเดินขึ้นบันไดทุกวันเพราะเชื่อว่าต้องฝึกร่างกายเอง จึงขอไม่ใช้ลิฟต์ แต่ยังทำงานในตึกเดียวกับคนที่ใช้ลิฟต์ได้ตามปกติ
สิ่งที่เขาได้คือ "การผ่อนผันทางศาสนา" ที่นายจ้างให้เองหลังพิจารณาเป็นรายบุคคล ไม่ใช่คำพิพากษาของศาล กฎหมายแรงงานสหรัฐฯ ให้นายจ้างปรับงานให้คนที่มีความเชื่ออย่างจริงจัง เว้นแต่จะเป็นภาระหนักเกินไป และหน่วยงานรัฐบาลกลางตีความว่าความเชื่อเชิงศีลธรรมที่ไม่มีพระเจ้าก็นับรวมได้ มหาวิทยาลัยบอกว่าการผ่อนผันนี้อาจถูกทบทวนเมื่อหน้าที่งานเปลี่ยน และสื่อที่สัมภาษณ์เขารายงานว่าเขายังต้องเข้าประชุมหรือส่งงานผ่านระบบที่มี AI อยู่
เรื่องนี้สำคัญกับคนทำงานที่รู้สึกถูกกดดันให้ใช้ AI เพราะชี้ว่าในสหรัฐฯ การปฏิเสธด้วยเหตุผลความเชื่อมีช่องทางให้ยื่นขอได้จริง ก่อนหน้านี้ก็มีวิศวกรซอฟต์แวร์อีก 1 คนได้รับการผ่อนผันคล้ายกัน แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนขอได้ หน่วยงานเดียวกันระบุว่าความชอบส่วนตัวหรือแนวคิดทางการเมืองไม่นับเป็นความเชื่อทางศาสนา
สำหรับผู้อ่านในไทย เรื่องนี้เกิดใต้กฎหมายสหรัฐฯ และ ReadEval ยังยืนยันไม่ได้ว่ากฎหมายไทยมีหลักแบบเดียวกัน ถ้าที่ทำงานของคุณเริ่มกำหนดให้ใช้ AI ทางที่ทำได้ทันทีคือถามให้ชัดว่าส่วนไหนบังคับจริง แล้วคุยกับฝ่ายบุคคลอย่างตรงไปตรงมา ลำดับเหตุการณ์ ข้อความที่เขาเขียน และหลักกฎหมายที่ใช้อยู่ด้านล่าง
สรุปประเด็นสำคัญ
- ใคร: David Durman อายุ 45 ปี เจ้าหน้าที่บริหารงานวิจัยของ University of Kentucky ผู้ยึดแนวคิดมนุษยนิยมแบบไม่มีพระเจ้า (nontheistic Humanism)
- ได้อะไร: การผ่อนผัน (accommodation) ตามกฎหมาย Title VII ให้ไม่ต้องใช้ AI ด้วยตัวเองในการทำงาน สำนักงานความเท่าเทียมของมหาวิทยาลัยอนุมัติเมื่อ 25 ก.ย. 2026 โดย American Humanist Association (AHA) ช่วยร่างคำขอ
- ไม่ใช่อะไร: ไม่ใช่คำตัดสินของศาล ไม่ผูกพันนายจ้างรายอื่น และมหาวิทยาลัยบอกว่าอาจทบทวนได้เมื่อเทคโนโลยีหรือหน้าที่งานเปลี่ยน
- ใครขอได้: ในสหรัฐฯ ความเชื่อเชิงศีลธรรมที่ไม่มีพระเจ้าได้รับความคุ้มครองได้ แต่ต้องเป็นความเชื่อที่ยึดถืออย่างจริงจัง ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวหรือแนวคิดทางการเมือง
เกิดอะไรขึ้น ตามลำดับเวลา
Religion News Service (RNS) เป็นสื่อแรกที่รายงานเมื่อ 26 ต.ค. 2026 วันเดียวกับที่ AHA ออกแถลงการณ์ จากนั้น Gizmodo, TechCrunch, FindLaw และ Newsweek รายงานต่อ ลำดับเหตุการณ์ด้านล่างอิงจากแถลงการณ์ของ AHA และ Newsweek
| เมื่อไร (2026) | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|
| ก่อนหน้านั้น | มหาวิทยาลัยชวนพนักงานให้ใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT และ Microsoft Copilot ในการทำงาน แต่ยังไม่ได้บังคับ Durman |
| พฤษภาคม | Erin Maus วิศวกรซอฟต์แวร์ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ได้รับการผ่อนผันไม่ต้องใช้ AI จากนายจ้าง ด้วยเหตุผลทางศาสนา จริยธรรม และสิ่งแวดล้อม (ตามที่ Newsweek อ้าง Business Insider) |
| ปลายเดือนสิงหาคม | Durman ติดต่อ AHA และส่งจดหมายขอผ่อนผันถึงสำนักงานความเท่าเทียม (Office of Equal Opportunity) ของมหาวิทยาลัย |
| กลางเดือนกันยายน | สำนักงานความเท่าเทียมนัดพบ Durman |
| 25 ก.ย. | อนุมัติคำขอ โดย AHA ระบุว่าสำนักงานพิจารณาแล้วว่า "ไม่เป็นภาระเกินควรต่อหน่วยงานของเขา" |
| 26 ต.ค. | AHA ออกแถลงการณ์ และ RNS เผยแพร่ข่าว |
Durman บอก Newsweek ว่ากระบวนการทั้งหมด "ตรงไปตรงมามาก" และเขายื่นขอไว้ก่อนที่จะมีใครบังคับให้ใช้ เพราะกังวลว่าวันหนึ่งการใช้ AI อาจกลายเป็นข้อบังคับ
เขาเชื่ออะไร และทำไมถึงไม่อยากใช้ AI
มนุษยนิยม (Humanism) ในความหมายนี้คือชุดความเชื่อที่ไม่อิงพระเจ้าหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ และให้คนรับผิดชอบศีลธรรมของการกระทำด้วยตัวเอง Durman อธิบายกับ TechCrunch ว่า "มนุษยนิยมคือชุดความเชื่อเกี่ยวกับประสบการณ์ของมนุษย์ และวิธีที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับโลก" (แปลโดย ReadEval)
ข้อความที่เขาเขียนและให้สัมภาษณ์ (แปลโดย ReadEval)
- ในแถลงการณ์ของ AHA: "ผมไม่อาจมีส่วนในการใช้และการแพร่ขยายของเทคโนโลยีนี้ได้โดยไม่ขัดกับมโนธรรมของตัวเอง"
- ในจดหมายขอผ่อนผัน ตามที่ Gizmodo อ้าง: การ "เอาการประมวลผลของเครื่องจักรอัตโนมัติมาแทนการมีอยู่ของมนุษย์ การรับฟังอย่างแท้จริง และความรับผิดชอบส่วนบุคคล" ขัดกับพันธะของเขาที่จะรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
- กับ RNS ตามที่ Gizmodo อ้าง: งานคิดไตร่ตรองสถานการณ์ด้วยตัวเอง "เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมพัฒนาตัวเองเป็นคนที่มีศีลธรรมได้"
- ในแถลงการณ์ที่ Newsweek อ้าง: "ความสามารถของเราในการคิดและใช้เหตุผลด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ควรปกป้อง"
นอกจากเรื่องการคิดเอง เขายังยกผลของ AI แบบสร้างเนื้อหา (generative AI) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ต่องานของคน สิ่งแวดล้อม และงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ เขาแยก AI แบบนี้ออกจากเครื่องมืออย่างระบบแก้คำผิดอัตโนมัติ โดยบอก Newsweek ว่าสิ่งที่เขากังวลคือการ "ถ่ายโอนความสามารถในการคิด" ออกไป
Durman ย้ำกับ TechCrunch ว่าเขาไม่ได้พยายามบอกให้คนอื่นคิดแบบเขา "สำหรับผม เรื่องนี้เกี่ยวกับตัวผมและความเชื่อมั่นของผมเอง" แต่หวังว่าคนที่มีข้อกังวลคล้ายกันจะหาทางออกที่เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง ฝั่ง AHA เองบอกว่าสมาชิกมนุษยนิยมมีมุมมองหลากหลายว่าจะลงมือทำอะไรกับข้อกังวลเรื่อง AI
ได้รับผ่อนผันแค่ไหน ยังต้องเจอ AI อยู่ไหม
ขอบเขตคือ Durman ไม่ต้องใช้ AI ทำงานด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เจอ AI เลย Newsweek และ Gizmodo รายงานตาม RNS ว่าเขาอาจยังต้องเข้าประชุมเกี่ยวกับ AI ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่ใช้ AI และส่งเอกสารผ่านเว็บไซต์หรือระบบที่มี AI อยู่ ส่วน FindLaw สรุปว่าเขายังต้องเข้าประชุมและส่งงานผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้ AI
Jay Blanton โฆษกของมหาวิทยาลัย บอก TechCrunch และ Newsweek ว่ามหาวิทยาลัยพิจารณาคำขอผ่อนผันทางศาสนาเป็นรายกรณี โดยดูหน้าที่งานและสถานการณ์ และกรณีนี้ "มหาวิทยาลัยพิจารณาแล้วว่าให้การผ่อนผันได้" โดยที่พนักงานยังทำ "หน้าที่หลักของตำแหน่ง" ได้ครบ และการผ่อนผันอาจถูกทบทวนเมื่อเทคโนโลยีและหน้าที่งานเปลี่ยนไป
ไม่นับถือพระเจ้า ทำไมได้สิทธิ์ทางศาสนา
กฎหมายที่ใช้คือ Title VII ของ Civil Rights Act ซึ่งให้นายจ้างที่อยู่ใต้กฎหมายนี้ปรับงานอย่างสมเหตุสมผลให้ลูกจ้างที่มีความเชื่อทางศาสนาอย่างจริงจังซึ่งขัดกับงาน เว้นแต่จะทำให้นายจ้างเกิด "ภาระเกินควร" (undue hardship)
คำถามคือความเชื่อที่ไม่มีพระเจ้านับเป็น "ศาสนา" ได้หรือไม่ คู่มือของ EEOC หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ดูแลการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ตอบไว้ดังนี้ (แปลโดย ReadEval)
- ความเชื่อทางศาสนารวมถึงความเชื่อที่ไม่มีพระเจ้า เช่น "ความเชื่อทางศีลธรรมหรือจริยธรรมว่าอะไรถูกอะไรผิด" ถ้าความเชื่อนั้นมีที่ทางในชีวิตของผู้ยึดถือเทียบเท่ากับที่พระเจ้ามีในชีวิตของผู้นับถือศาสนา
- แต่ "ปรัชญาทางสังคม การเมือง หรือเศรษฐกิจ รวมถึงความชอบส่วนตัวล้วน ๆ ไม่ใช่ความเชื่อทางศาสนา"
- ถ้านายจ้างมีเหตุผลที่เป็นรูปธรรมให้สงสัยว่าความเชื่อนั้นเป็นเรื่องศาสนาจริงหรือยึดถือจริงหรือไม่ นายจ้างขอข้อมูลเพิ่มเติมได้
Alexandria Huiskens ทนายความของ AHA กล่าวในแถลงการณ์ว่า "ระบบความเชื่อแบบไม่มีพระเจ้าที่ครอบคลุมรอบด้านอย่างมนุษยนิยม มีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองทางศาสนาภายใต้ Title VII เท่าเทียมกัน" Gizmodo เสริมว่าศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เคยวินิจฉัยว่ามนุษยนิยมแบบโลกวิสัย (secular humanism) นับเป็นศาสนาได้
ส่วนเกณฑ์ "ภาระเกินควร" นั้น Newsweek อธิบายว่าศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินในคดี Groff v. DeJoy เมื่อปี 2023 ว่านายจ้างอ้างภาระเกินควรเพียงเพราะมีต้นทุนเกินเล็กน้อยไม่ได้ ต้องแสดงว่าเกิด "ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับการดำเนินธุรกิจของนายจ้างรายนั้น" หน้าคู่มือของ EEOC ก็มีหมายเหตุว่าเกณฑ์เดิมถูกแทนที่ด้วยคำตัดสินนี้แล้ว
ใครก็ขอได้ไหม
ไม่ใช่ทุกคน ReadEval สรุปเงื่อนไขจากแหล่งข้างต้นได้ดังนี้
- ต้องเป็นความเชื่อ ไม่ใช่ความชอบ: การไม่ชอบ AI หรือมองว่า AI ไม่ดีต่อสังคมเพียงอย่างเดียว อาจเข้าข่าย "ความชอบส่วนตัว" หรือ "ปรัชญาทางสังคม" ที่ EEOC ไม่นับ กรณีของ Durman ผูกกับระบบความเชื่อที่เขายึดถือมาราว 30 ปี และมีองค์กรอย่าง AHA ช่วยร่างคำขอ
- ตัดสินเป็นรายกรณี: นายจ้างดูว่าการผ่อนผันกระทบหน้าที่หลักของตำแหน่งแค่ไหน งานที่ AI เป็นหัวใจของงานอาจได้คำตอบต่างออกไป
- ไม่ใช่บรรทัดฐานทางกฎหมาย: FindLaw ชี้ว่าเรื่องนี้จบในมหาวิทยาลัยโดยไม่มีการฟ้องศาล จึงไม่ผูกพันนายจ้างรายอื่น
- เรื่องสันตะปาปาไม่ใช่ใบผ่านอัตโนมัติ: สันตะปาปา Leo XIV เคยเตือนว่า AI เป็นภัยต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ Newsweek ระบุว่าท่านไม่ได้บอกให้ชาวคาทอลิกปฏิเสธ AI และ Michael Naughton จาก University of St. Thomas มองว่าการตีความว่า "ฉันไม่ต้องใช้ก็ได้" น่าจะ "ผิดทาง" Gizmodo ก็ระบุว่าทั้ง Maus และ Durman ไม่ได้อ้างคำสอนของสันตะปาปาเป็นเหตุผล
แหล่งข่าวเล่าไม่ตรงกันตรงไหน
- "คนแรก" หรือไม่: RNS, Gizmodo และ Newsweek รายงานว่าเจ้าหน้าที่ของ AHA "เชื่อว่า" นี่เป็นกรณีแรกที่ผู้ยึดแนวคิดมนุษยนิยมได้รับการผ่อนผันเรื่อง AI แต่แถลงการณ์ของ AHA เองไม่ได้ใช้คำว่า "คนแรก" และไม่มีหน่วยงานใดเก็บสถิติการผ่อนผันลักษณะนี้ ReadEval จึงเขียนว่า "เชื่อว่าเป็นกรณีแรก" ตามคำของ AHA ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
- ขอบเขตการผ่อนผัน: แถลงการณ์ของ AHA เขียนว่า Durman "ยังทำหน้าที่งานทั้งหมดโดยไม่ใช้ AI" โดยไม่พูดถึงการประชุมหรือระบบที่มี AI ส่วน RNS (ผ่าน Gizmodo และ Newsweek) และ FindLaw ระบุว่าเขายังอาจต้องเข้าประชุมหรือส่งงานผ่านระบบที่มี AI สองแบบนี้ไม่ได้ขัดกัน แต่ฉบับของสื่อละเอียดกว่า ReadEval จึงใช้ฉบับของสื่อในการอธิบายขอบเขต
- AI ตัวไหนบ้าง: Gizmodo ยกตัวอย่างเครื่องมือที่มหาวิทยาลัยชวนให้ใช้ว่า ChatGPT และ Microsoft Copilot ส่วน RNS และ FindLaw ยกตัวอย่าง Claude และ ChatGPT การผ่อนผันไม่ได้ระบุเป็นรายแอป แต่ครอบคลุมการใช้ AI ด้วยตัวเองโดยรวม
คนทำงานในไทยทำอะไรได้บ้าง
กรณีนี้อยู่ใต้กฎหมาย Title VII ของสหรัฐฯ และใช้กับพนักงานคนเดียว ReadEval ยังไม่ได้ตรวจสอบ และยืนยันไม่ได้ว่ากฎหมายแรงงานไทยกำหนดให้นายจ้างต้องผ่อนผันด้วยเหตุผลความเชื่อในลักษณะเดียวกันหรือไม่ ถ้าเรื่องนี้กระทบงานของคุณจริง ควรปรึกษาผู้รู้กฎหมายแรงงานไทยโดยตรง
ข้อคิดที่ใช้ได้โดยไม่ต้องพึ่งกฎหมายสหรัฐฯ (เป็นความเห็นของ ReadEval)
- ถามให้ชัดว่านโยบาย AI ของที่ทำงาน "ชวน" หรือ "บังคับ" และบังคับในงานส่วนไหน กรณีของ Durman เองก็เริ่มจากการชวน ไม่ใช่การบังคับ
- ถ้ามีข้อกังวล เขียนเหตุผลให้เป็นระบบ เช่น เรื่องข้อมูลลับ ความรับผิดชอบต่อผลงาน หรือหลักความเชื่อ แล้วคุยกับหัวหน้าหรือฝ่ายบุคคล แทนการเลี่ยงไปเงียบ ๆ
- เสนอทางออกที่งานยังเดินได้ แบบที่มหาวิทยาลัยดูว่า Durman ยังทำหน้าที่หลักได้ครบ เพราะเหตุผลที่คำขอผ่านคือไม่เป็นภาระเกินควรต่อหน่วยงาน
บทวิเคราะห์จาก ReadEval
Rea · โต๊ะข่าว AI
นี่คือการผ่อนผันของนายจ้างหนึ่งรายให้พนักงานหนึ่งคน ไม่ใช่สิทธิ์ใหม่ของทุกคน แต่เป็นสัญญาณว่าคำถาม "ต้องใช้ AI ไหม" เริ่มถูกถามในภาษาของสิทธิแรงงานแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือคำขอนี้ไม่ได้มาจากความกลัวว่า AI จะทำงานผิดพลาด แต่มาจากคำถามว่า ถ้าให้เครื่องคิดแทน คนยังรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเองอยู่หรือไม่ ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับ Durman แต่คำถามนี้ใช้ได้กับทุกคนที่ส่งงานซึ่ง AI ช่วยเขียน และการที่มหาวิทยาลัยหาทางให้เขาทำงานต่อได้โดยไม่ต้องใช้ AI ก็ชี้ว่าในงานหลายตำแหน่ง AI ยังเป็นตัวเลือก ไม่ใช่เงื่อนไขของการทำงาน
ขณะเดียวกันก็ควรอ่านกรณีนี้ให้ตรงขนาดของมัน มหาวิทยาลัยบอกเองว่าอาจทบทวนเมื่องานเปลี่ยน ไม่มีศาลใดตัดสิน และ EEOC ขีดเส้นไว้ชัดว่าความชอบส่วนตัวไม่นับ ถ้าองค์กรในสหรัฐฯ ผูกงานเข้ากับ AI มากขึ้น การหาจุดสมดุลระหว่างสิทธิ์ของคนแบบ Durman กับหน้าที่หลักของตำแหน่งจะยากขึ้น และคำตอบสุดท้ายอาจต้องรอศาลในกรณีอื่น
แหล่งที่มา
- American Humanist Association: Humanist Secures Workplace Accommodations from Personal AI Use on the Basis of His Beliefs (26 ต.ค. 2026)
- Religion News Service: In a first, a humanist granted a religious exemption from using AI
- Newsweek: Can you get a religious exemption from using AI at work?
- TechCrunch: You don't need to believe in a god to get a religious exemption from using AI at work
- Gizmodo: Man who identifies as a 'Humanist' gets religious exemption from using AI at work
- FindLaw: A Win for the Human(ist)s: Employee Gets Title VII AI Accommodation
- EEOC Compliance Manual Section 12: Religious Discrimination
- Wikimedia Commons: Flag of the United States