ภาพ Jeff Bezos ผมดกที่ว่อนโซเชียลเป็นภาพตัดต่อ เช็กต้นฉบับเองได้ด้วย Google Lens
ภาพ Jeff Bezos และ Jason Statham มีผมเต็มหัวเป็นภาพตัดต่อจากภาพจริงปี 2023 และ 2011 ที่หาต้นฉบับเจอด้วยการค้นหาด้วยรูปภาพของ Google
สารบัญ (10 หัวข้อ)
ต้นเดือนพฤศจิกายน ภาพ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ที่ปกติโกนหัวเกลี้ยง กลับมีผมดกเต็มหัวเหมือนเพิ่งไปปลูกผมมา เวียนอยู่บน X, Threads และ Bluesky คู่กับภาพ Jason Statham นักแสดงหัวล้านอีกคนที่จู่ ๆ ก็มีผมเต็มหัว บางคนที่แชร์เชื่อว่าทั้งคู่ไปผ่าตัดปลูกผม แต่ Jess Weatherbed นักข่าวของ The Verge ใช้เวลาแค่สองสามนาทีก็พบว่าเป็นภาพตัดต่อจากภาพจริงที่ไม่มีผมสักเส้น
วิธีของเธอคือการค้นหาด้วยรูปภาพของ Google (reverse image search) คือใส่ภาพแทนคำค้น ให้ระบบหาว่าภาพนี้หรือภาพที่คล้ายกันเคยอยู่ที่ไหนมาก่อน เหมือนเอารูปถ่ายไปถามทั้งหมู่บ้านว่าใครเคยเห็นบ้าง คนที่เคยเห็นต้นฉบับจะชี้ได้ทันที ภาพ Bezos พาไปเจอภาพที่ฉากหลังและชุดเหมือนกันเป๊ะ มีเครดิตช่างภาพประทับอยู่มุมภาพ พอค้นชื่อเครดิตต่อก็เจอภาพต้นฉบับที่ถ่ายปี 2023 ส่วนภาพ Statham ง่ายกว่านั้น ผลค้นหาโชว์ภาพต้นฉบับจากปาปารัสซี่ปี 2011 ขึ้นมาเลย ต่างกันตรงที่ถ้าภาพไม่เคยขึ้นอินเทอร์เน็ตมาก่อน เช่นภาพที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งภาพ ก็จะไม่มีใครชี้ได้
Lead Stories เว็บตรวจข่าวปลอมของสหรัฐฯ ตรวจภาพ Bezos แยกกันและพบว่าต้นฉบับเป็นภาพปี 2023 ที่ไม่มีผม แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าใครทำภาพ และทำด้วยวิธีไหน The Verge ไม่พบลายน้ำ AI ในภาพที่ตรวจ ขณะที่ Lead Stories บอกว่าเครื่องตรวจลายน้ำของ Google เจอร่องรอย AI ในภาพที่ตัวเองตรวจ จึงยังสรุปไม่ได้ว่าใช้ AI ตัดต่อ
อีกจุดที่ส่อว่าภาพปลอมคือการปลูกผมไม่ได้ทำงานแบบนั้น หมอต้องย้ายเส้นผมจากท้ายทอยของคนไข้เอง คนที่ไม่เหลือผมให้ย้ายจึงแทบไม่มีทางได้ผมเต็มหัว และตามคำอธิบายของ NHS ระบบสาธารณสุขของอังกฤษ ผมที่ปลูกมักร่วงไปก่อน แล้วผมใหม่จึงเริ่มขึ้นหลังราว 4 เดือน
ครั้งหน้าที่เจอภาพคนดังที่แปลกเกินจริง ลองกดค้างที่ภาพในแอป Google หรือ Chrome บนมือถือ แล้วเลือก Search image with Google Lens หรือคลิกขวาที่ภาพใน Chrome บนคอมพิวเตอร์ แล้วเลือก Search with Google Lens ดูว่ามีภาพเดียวกันที่เก่ากว่าหรือมีเครดิตช่างภาพหรือไม่ ขั้นตอนทีละแพลตฟอร์ม วิธีดูวันที่ของภาพ และจุดที่สองแหล่งตรวจได้ผลไม่ตรงกันอยู่ด้านล่าง
สรุปประเด็นสำคัญ
- เป็นภาพตัดต่อ: The Verge (3 พ.ย. 2026) ตามหาภาพต้นฉบับของทั้ง Bezos (ปี 2023) และ Statham (ปี 2011) เจอด้วยการค้นหาด้วยรูปภาพของ Google ส่วน Lead Stories ตรวจภาพ Bezos แยกกันและพบต้นฉบับปี 2023 เช่นกัน
- ยังไม่รู้ว่าใช้ AI หรือไม่: The Verge ไม่พบ Content Credentials หรือ SynthID ในภาพที่ตรวจ แต่ Lead Stories รายงานว่า SynthID Detector พบลายน้ำในภาพที่ตัวเองตรวจ ยังไม่รู้ด้วยว่าใครทำ และแพร่ไปกว้างแค่ไหน
- ตรวจเองได้ฟรี: ใช้ Google Lens บนมือถือหรือคอมพิวเตอร์หาภาพต้นฉบับ แล้วเทียบชุด ฉากหลัง เครดิตช่างภาพ และวันที่
- อย่าเชื่อผลตรวจ AI อย่างเดียว: ไม่เจอลายน้ำไม่ได้แปลว่าภาพจริง และข้อมูลประกอบไฟล์ก็แก้ไขได้
สองแหล่งตรวจพบอะไรบ้าง
The Verge ไม่ได้เผยแพร่ว่าภาพปลอมโพสต์ครั้งแรกเมื่อใดหรือโดยใคร และบอกว่าไม่แน่ใจว่าโพสต์เหล่านี้แพร่ไปมากแค่ไหน แต่ทีมงานหลายคนก็เจอภาพเหล่านี้ในฟีดของตัวเอง Weatherbed เล่าขั้นตอนไว้ดังนี้
- ใส่ภาพ Bezos ในเครื่องมือค้นหาด้วยรูปภาพของ Google แล้วเจอภาพของ Bezos ในฉากหลังคล้ายกัน ใส่ชุดเดียวกัน (และไม่มีผม) ซึ่งมีลายน้ำเครดิตภาพที่มุมซ้ายล่าง
- ค้นชื่อเครดิตนั้นต่อ จนเจอชุดภาพต้นฉบับที่ยังไม่ถูกแก้ ถ่ายเมื่อปี 2023
- ภาพ Statham ใส่ค้นครั้งเดียวก็เจอภาพต้นฉบับที่มีลายน้ำ ซึ่งปาปารัสซี่ถ่ายไว้เมื่อปี 2011
Lead Stories เว็บตรวจข่าวปลอมที่เป็นสมาชิกเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงสากล (IFCN) เผยแพร่ผลตรวจในวันเดียวกัน และตรวจเฉพาะภาพ Bezos โดยระบุว่า
- ภาพนี้ปรากฏในโพสต์บน X เมื่อ 2 พ.ย. 2026 ซึ่งผู้โพสต์ถาม Grok แชตบอตของ X ว่าเป็นภาพจริงหรือไม่
- ค้นหาด้วยรูปภาพแล้วพบภาพต้นฉบับ ซึ่ง Page Six ของ New York Post เคยลงไว้เมื่อ 20 ธ.ค. 2023
- ค้น Google News ณ 3 พ.ย. 2026 ไม่พบสื่อหลักรายงานว่า Bezos ปลูกผม
- ภาพของ Bezos เมื่อ 29 ก.ย. 2026 ยังไม่มีผมเต็มหัวแบบในภาพไวรัล
ReadEval เปิดหน้า Page Six ที่ Lead Stories อ้างถึงแล้ว หน้านั้นลงวันที่ 20 ธ.ค. 2023 เป็นข่าว Bezos กับ Lauren Sánchez เที่ยวเกาะ St. Barts คำบรรยายภาพระบุว่า Bezos ใส่เสื้อยืดเรียบ ๆ กับกางเกงชิโนสีฟ้าอ่อน และให้เครดิตภาพกับเอเจนซี Spread Pictures/MEGA ซึ่งตรงกับที่ The Verge เล่าว่าเจอภาพที่มีเครดิตช่างภาพประทับไว้ แต่ ReadEval ไม่ได้นำภาพปลอมมาเทียบทีละจุดเอง และไม่ได้ตรวจภาพต้นฉบับของ Statham เพิ่ม ส่วนนี้จึงอ้างอิงจาก The Verge แหล่งเดียว
ภาพนี้ทำด้วย AI หรือเปล่า
ข้อนี้สองแหล่งได้ผลไม่ตรงกัน
| แหล่ง | ผลตรวจที่รายงาน | ข้อสรุปของแหล่งนั้น |
|---|---|---|
| The Verge | ภาพทั้งหมดที่ทดสอบไม่พบทั้ง Content Credentials และลายน้ำ SynthID | "เราไม่รู้ว่าใช้เครื่องมือ AI ทำหรือไม่" เป็นการตัดต่อภาพ "จะด้วย AI หรือวิธีอื่น" |
| Lead Stories | Sightengine ให้โอกาสเป็นภาพ AI 99% Hive Moderation ให้ 99.9% และ SynthID Detector ระบุว่าภาพ "ถูกสร้างหรือแก้ด้วย AI ของ Google" | ภาพปี 2023 ที่ "ถูกแก้ด้วย AI" |
ReadEval ไม่ได้ตรวจภาพปลอมด้วยตัวเอง จึงชี้ขาดไม่ได้ว่าฝั่งไหนถูก ข้อสังเกตที่อธิบายความต่างได้มีดังนี้
- อาจเป็นคนละไฟล์: ภาพไวรัลมักถูกเซฟและโพสต์ซ้ำหลายทอด The Verge ไม่ได้บอกว่าตรวจไฟล์จากโพสต์ไหน ถ้าไฟล์ที่ Lead Stories ตรวจเคยผ่านเครื่องมือ AI ของ Google ในทอดใดทอดหนึ่ง ก็อาจมีลายน้ำ ขณะที่ไฟล์อื่นไม่มี
- เจอลายน้ำบอกได้แค่ว่าเคยผ่าน AI ของ Google: ลายน้ำ SynthID ไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนทำ หรือขั้นตอนไหนที่ใช้ AI
- ตัวเลข 99% เป็นการประเมินของโปรแกรม ไม่ใช่หลักฐาน: เครื่องตรวจภาพ AI อย่าง Hive และ Sightengine ให้ผลเป็นความน่าจะเป็น ซึ่งผิดได้ทั้งสองทาง
สิ่งที่ทั้งสองแหล่งเห็นตรงกันคือ ภาพนี้ไม่ใช่ภาพจริงของ Bezos ในปี 2026 และภาพต้นฉบับเป็นภาพปี 2023 ที่เขาไม่มีผม ส่วนจะทำด้วย AI หรือโปรแกรมแต่งภาพทั่วไป ReadEval ถือว่ายังไม่ยืนยัน
ทำไมการปลูกผมแบบในภาพแทบเป็นไปไม่ได้
NHS ระบบบริการสุขภาพของอังกฤษ อธิบายว่าการปลูกผมคือการย้ายผมไปยังบริเวณที่บางหรือล้าน มีสองแบบ คือตัดผิวหนังที่มีผมเป็นแถบเล็ก ๆ จากท้ายทอยแล้วแบ่งเป็นกอละ 1–4 เส้น (FUT) หรือถอนรากผมทีละเส้นจากท้ายทอย (FUE) แล้วฝังลงในแผลเล็ก ๆ บนหนังศีรษะ
หน้าของ NHS ระบุลำดับการฟื้นตัวไว้ดังนี้
| ช่วงเวลาหลังผ่าตัด | สิ่งที่เกิดขึ้น (ตาม NHS) |
|---|---|
| ไม่กี่วันแรก | หนังศีรษะตึง ปวด และบวม มีสะเก็ดตรงที่ปลูก |
| 2–5 วัน | ถอดผ้าพันแผลได้ แต่ห้ามแตะกราฟต์ |
| ไม่กี่สัปดาห์ | ผมที่ปลูกมักร่วงไปก่อน แล้วค่อยงอกใหม่ |
| ราว 4 เดือน | ผมใหม่เริ่มขึ้น |
| 10–18 เดือน | เห็นผลเต็มที่ |
The Verge ให้เหตุผลทำนองเดียวกัน Weatherbed ซึ่งเล่าว่าเคยทำงานผลิตและติดตั้งวิกผมมาก่อน เขียนว่าการปลูกผมต้องมีผม "ผู้ให้" มากพอที่ด้านหลังและด้านข้างศีรษะ การเอาผมจากส่วนอื่นของร่างกายหรือจากคนอื่นมีน้อยมาก และคนไข้มักหน้าบวมชัดเจนในสัปดาห์แรก ซึ่งไม่เห็นในภาพ Bezos เลย ภาพที่ผมดกเต็มหัวแต่ไม่มีร่องรอยการผ่าตัด จึงขัดกับลำดับการฟื้นตัวข้างต้น
ทั้งนี้ ReadEval ไม่ได้สรุปเรื่องสุขภาพหรือเส้นผมของบุคคลในข่าว ข้อมูลข้างต้นใช้เพื่ออธิบายว่าทำไมภาพนี้ไม่น่าเป็นไปได้เท่านั้น
วิธีค้นหาด้วยรูปภาพบนมือถือและคอมพิวเตอร์
ขั้นตอนด้านล่างมาจากหน้าช่วยเหลือ Search with an image on Google ของ Google (ตรวจเมื่อ 4 พ.ย. 2026) ชื่อเมนูเป็นภาษาอังกฤษตามหน้าช่วยเหลือ ถ้าเครื่องของคุณตั้งเป็นภาษาไทย ชื่อเมนูอาจต่างไป ReadEval ไม่ได้ทดลองกดทุกขั้นบนเครื่องจริง
บนมือถือ Android
ต้องมีแอป Google เวอร์ชันล่าสุด หรือแอป Chrome
- ภาพบนเว็บ: เปิดแอป Google หรือ Chrome ไปที่หน้าที่มีภาพ แตะค้างที่ภาพ แล้วแตะ Search image with Google Lens (ถ้าใช้ Chrome ต้องตั้ง Google เป็นเครื่องมือค้นหาหลัก)
- ภาพในเครื่อง เช่น ภาพที่แคปจากโซเชียล: เปิดแอป Google หรือ Chrome แตะไอคอน Google Lens ในช่องค้นหา แล้วเลือกภาพใต้หัวข้อ "Screenshots"
- ถ้าจะค้นแค่บางส่วน ให้ลากมุมกรอบให้ครอบเฉพาะคนหรือวัตถุที่ต้องการ แล้วเลื่อนลงดูผลด้านล่าง
บน iPhone และ iPad
ใช้แอป Google เวอร์ชันล่าสุด หรือแอป Chrome
- ภาพบนเว็บ: แตะค้างที่ภาพ ในแอป Google แตะ Search inside image ในแอป Chrome แตะ Search image with Google (Chrome ต้องตั้ง Google เป็นเครื่องมือค้นหาหลัก)
- ภาพในเครื่อง: เปิดแอป Google, Chrome หรือ Safari แตะไอคอน Google Lens ในช่องค้นหา แตะ Photo picker แล้วเลือกภาพ
- ถ้าแอปขอสิทธิ์เข้าถึงรูป คุณเลือกได้ใน Settings > Apps > Google > Photos ว่าจะให้สิทธิ์ None, Limited access หรือ Full access
บนคอมพิวเตอร์
หน้าช่วยเหลือระบุว่าใช้ได้ใน Chrome, Firefox, Safari และ Edge
- อัปโหลดภาพ: ไปที่ google.com คลิกไอคอน Search by image > Upload a file แล้วเลือกภาพ หรือลากไฟล์ภาพไปวางในช่องค้นหา
- ใช้ลิงก์ภาพ: คลิกขวาที่ภาพ เลือก Copy Image Address แล้วไปวางในช่อง "Paste image link" ที่ google.com
- ภาพบนเว็บใน Chrome: คลิกขวาที่ภาพ เลือก Search with Google Lens ผลจะขึ้นในแถบด้านข้าง
ผลที่ได้อาจมีทั้ง AI Overviews ภาพที่คล้ายกัน และ "เว็บไซต์ที่มีภาพนี้หรือภาพคล้ายกัน" ส่วนหลังนี้คือส่วนที่ช่วยหาต้นฉบับ หน้าช่วยเหลือยังเตือนว่า Google อาจเก็บลิงก์ภาพที่คุณใช้ค้น เพื่อนำไปปรับปรุงบริการ
ดูว่าภาพเก่าแค่ไหนด้วย About this image

Google เปิดตัวเครื่องมือ About this image ในเดือนตุลาคม 2023 เพื่อให้คนเช็กที่มาและบริบทของภาพ หน้าช่วยเหลือปัจจุบันบอกวิธีใช้ว่า
- ในแอป Google หรือหน้า google.com ค้นหาภาพ
- เปิดภาพใน Image Viewer
- เลือก About แล้วเลือก Learn more about an image
สิ่งที่อาจเห็นมี 3 อย่าง คือ วันที่ Google น่าจะเห็นภาพนี้หรือภาพที่คล้ายกันเป็นครั้งแรก หน้าเว็บอื่นที่ใช้ภาพเดียวกัน และส่วน "Early uses" ที่ชี้หน้าเว็บซึ่งใช้ภาพนี้ก่อนหน้าคนอื่นมาก ถ้าภาพที่อ้างว่าเพิ่งถ่ายเมื่อวาน แต่ Google เคยเห็นภาพหน้าตาเดียวกันตั้งแต่หลายปีก่อน ก็เป็นสัญญาณชัดว่ามีคนเอาภาพเก่ามาแก้หรือใช้ผิดบริบท
ข้อจำกัดคือ หน้าช่วยเหลือเขียนว่าฟีเจอร์นี้ "ใช้ได้เฉพาะบางภูมิภาค" โดยไม่ระบุว่ามีประเทศใดบ้าง และวันที่ที่แสดงคือวันที่ Google น่าจะเห็นภาพเป็นครั้งแรก ไม่ใช่วันที่ถ่ายจริง
เจอภาพที่คล้ายกันแล้ว ต้องเทียบอะไร
จากวิธีที่ The Verge และ Lead Stories ใช้ ReadEval สรุปเป็นเช็กลิสต์ได้ดังนี้
- ชุดและฉากหลัง: ถ้าเจอภาพที่เสื้อผ้า ท่าทาง และฉากหลังตรงกัน แต่ต่างกันแค่จุดเดียว (เช่น ผม) ภาพที่มีจุดแปลกนั้นมักเป็นภาพที่ถูกแก้
- เครดิตช่างภาพหรือลายน้ำ: ภาพข่าวและภาพปาปารัสซี่มักมีชื่อเอเจนซีประทับอยู่ ลองค้นชื่อนั้นต่อเพื่อหาชุดภาพเต็ม แบบที่ The Verge ทำ
- วันที่: เทียบวันที่ของภาพที่เก่าที่สุดที่หาเจอ กับวันที่ที่โพสต์อ้างว่าเกิดเหตุ
- ต้นทางที่น่าเชื่อถือ: ถ้าเรื่องใหญ่จริง เช่น คนดังระดับโลกไปผ่าตัด ควรมีสื่อหลักรายงาน Lead Stories ค้น Google News แล้วไม่เจอเลย
- ความเป็นไปได้ในโลกจริง: เหมือนที่ The Verge ชี้ว่าการปลูกผมต้องใช้เวลาหลายเดือนและมีแผลบวมให้เห็น
The Verge ทิ้งท้ายว่า ภาพตัดต่อคนดังที่แนบเนียนส่วนใหญ่ "ทำจากภาพจริง" ซึ่งคุณตามหาต้นฉบับได้ เทคนิคนี้จึงใช้ได้ดีกับภาพแบบนี้ แต่จะช่วยได้น้อยกับภาพที่ AI สร้างขึ้นใหม่ทั้งภาพ เพราะไม่มีต้นฉบับให้หา
ลายน้ำ AI ช่วยได้แค่ไหน
ลายน้ำ AI อย่าง SynthID และข้อมูลที่มาของไฟล์อย่าง Content Credentials เป็นอีกด่านที่ใช้ร่วมกันได้ แต่ต้องอ่านผลให้ถูก
- ไม่เจอลายน้ำไม่ได้แปลว่าภาพจริง เพราะภาพอาจแต่งด้วยโปรแกรมทั่วไป หรือ AI ที่ไม่ฝังลายน้ำ
- หน้าช่วยเหลือ About this image ของ Google เตือนเองว่า ข้อมูลเครดิตและประเภทของภาพที่ฝังมากับไฟล์ "แก้ไขได้ด้วยเครื่องมือสร้างและแต่งภาพ จึงอาจไม่ถูกต้อง"
- กรณีนี้เองก็เป็นตัวอย่างว่าสองฝ่ายตรวจแล้วได้ผลลายน้ำไม่ตรงกัน ขณะที่การหาภาพต้นฉบับให้คำตอบเดียวกันทั้งสองฝ่าย
วิธีเช็กลายน้ำ SynthID ในแอป Gemini และเว็บ synthid.com ทีละขั้น อยู่ในข่าว "Google เปิดเว็บ SynthID ให้ทุกคนเช็กภาพและคลิป AI" ของ ReadEval
ใช้ในไทยได้ไหม
หน้าช่วยเหลือการค้นหาด้วยรูปภาพของ Google ไม่ได้ระบุว่าจำกัดประเทศ ส่วน About this image ระบุว่าใช้ได้ "เฉพาะบางภูมิภาค" โดยไม่มีรายชื่อประเทศ ReadEval ยังไม่ได้ทดลองจากบัญชีในไทย จึงยืนยันไม่ได้ว่าคุณจะเห็นเมนู About this image หรือไม่ ถ้าไม่เห็น การค้นหาด้วยรูปภาพแล้วไล่ดูหน้าเว็บที่มีภาพเดียวกันก็ยังใช้หาต้นฉบับได้
บทวิเคราะห์จาก ReadEval
Ade · โต๊ะแอปและแพลตฟอร์ม
ภาพคนดังที่ดูแปลก ตรวจด้วยการหาภาพต้นฉบับได้แน่นอนกว่าการเดาว่าเป็นภาพ AI หรือไม่
เรื่องนี้ไม่ได้มีความเสียหายร้ายแรง แต่เป็นแบบฝึกหัดที่ดี เพราะแสดงให้เห็นว่าคำถาม "ภาพนี้ทำด้วย AI ไหม" ตอบยากกว่าที่คิด สองสำนักใช้เครื่องตรวจแล้วได้ผลลายน้ำไม่ตรงกัน แต่คำถาม "ภาพนี้จริงไหม" กลับตอบได้ในไม่กี่นาที เพราะทั้งคู่หาภาพต้นฉบับเจอ The Verge ยังชี้ว่าป้ายติดฉลากภาพ AI บนโซเชียลมีเดียทำงานได้ไม่ดี และคนที่หารายได้จากยอดเอนเกจเมนต์ก็คงไม่หยุดผลิตภาพแบบนี้ ภาระการตรวจจึงตกอยู่กับผู้ใช้อยู่ดี
สำหรับผู้อ่าน ReadEval มองว่าไม่ต้องสงสัยทุกภาพในฟีด แต่ถ้าภาพคนดังทำให้คุณอยากกดแชร์เพราะแปลกเกินจริง ให้ใช้เวลาสักนาทีค้นหาด้วยรูปภาพก่อน ถ้าเจอภาพหน้าตาเดียวกันที่เก่ากว่าและต่างกันแค่จุดเดียว ก็แทบได้คำตอบแล้ว
แหล่งที่มา
- The Verge (Jess Weatherbed, 3 พ.ย. 2026): Those Jeff Bezos hair transplant photos are very fake
- Lead Stories (3 พ.ย. 2026): Fact Check: FAKE Image Shows Jeff Bezos After 'Hair Transplant'
- Page Six (20 ธ.ค. 2023): หน้าที่ลงภาพต้นฉบับของ Bezos ที่ St. Barts ตามที่ Lead Stories อ้าง
- Google Search Help: Search with an image on Google (คอมพิวเตอร์ Android และ iPhone)
- Google Search Help: Learn more about an image (About this image)
- Google Blog (25 ต.ค. 2023): 3 new ways to check images and sources online
- NHS: Hair transplant
- Wikimedia Commons: Google Lens Icon