สำรวจเด็กอเมริกัน: วัยรุ่น 3 ใน 4 ใช้ AI ยามว่าง แต่ชอบมากแค่ราว 1 ใน 10
Common Sense Media สำรวจเด็กอเมริกัน 9–17 ปี 1,211 คน วัยรุ่นใช้จอบันเทิงราว 8 ชม./วัน (ค่ามัธยฐาน นับซ้อน) 77% ใช้ AI แต่ชอบมากแค่ 11%
สารบัญ (10 หัวข้อ)
ถ้าถามวัยรุ่นอเมริกัน 4 คนว่าใช้ AI ในเวลาว่างไหม 3 คนจะตอบว่าใช้ แต่ถ้าถามต่อว่า "ชอบมากไหม" ในกลุ่มคนที่ใช้มีแค่ราว 1 ใน 10 ที่ตอบว่าชอบมาก นี่คือภาพจากผลสำรวจเด็กอายุ 9–17 ปีในสหรัฐฯ ที่ Common Sense Media องค์กรไม่แสวงกำไรด้านเด็กกับสื่อเพิ่งเผยแพร่ และเป็นช่องว่างระหว่าง "ใช้" กับ "ชอบ" ที่กว้างที่สุดในทุกสื่อที่ถาม
ผู้วิจัยสันนิษฐานว่าวัยรุ่นอาจใช้ AI แบบเครื่องมือ คล้ายเครื่องมือค้นหาหรือโปรแกรมพิมพ์งาน มากกว่าใช้เป็นความบันเทิง ซึ่งเป็นการตีความ ไม่ได้ถามเด็กตรง ๆ ส่วนสื่อที่เด็กทั้งใช้มากและชอบมากไปพร้อมกันคือคลิปสั้นอย่าง TikTok และ YouTube Shorts ซึ่งเป็นกิจกรรมที่วัยรุ่นทำทุกวันมากที่สุด
ตัวเลขที่สื่อสหรัฐฯ หยิบไปพาดหัวคือ วัยรุ่นใช้จอเพื่อความบันเทิงราววันละ 8 ชั่วโมง แต่ต้องอ่านอย่างระวัง ตัวเลขนี้เป็นค่ากลาง (มัธยฐาน) แปลว่าวัยรุ่นครึ่งหนึ่งใช้มากกว่านี้ อีกครึ่งใช้น้อยกว่า และมาจากการให้เด็กประเมินเวลาของ "เมื่อวาน" เอง ถ้าแชตไปดูซีรีส์ไป เวลาช่วงนั้นจะถูกนับสองครั้ง คล้ายการจดเวลาขับรถกับเวลาฟังพอดแคสต์แยกกันแล้วนำมาบวกรวม ต่างกันตรงที่รายงานไม่ได้บอกว่าเวลาที่ซ้อนกันมีมากแค่ไหน ผู้วิจัยจึงเตือนเองว่าอย่าอ่านตัวเลขนี้เป็นจำนวนชั่วโมงจริงของวัน
อีกเรื่องที่ผู้วิจัยกังวลคือเด็กเริ่มใช้แอปเร็วกว่าที่แอปตั้งใจไว้ เด็กอายุ 9–12 ปีราวครึ่งหนึ่งเคยใช้แชตบอต AI แล้ว ทั้งที่แพลตฟอร์มเหล่านี้กำหนดอายุผู้ใช้ไว้ที่ 13 ปีขึ้นไป Common Sense สรุปว่าระบบกันอายุของแพลตฟอร์ม "ยังไม่ได้ผลตามที่ตั้งใจ"
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเด็กในสหรัฐฯ เท่านั้น ReadEval ไม่พบผลสำรวจเด็กไทยที่ถามแบบเดียวกัน จึงไม่ควรนำตัวเลขไปใช้กับเด็กไทยตรง ๆ แต่คำแนะนำของหัวหน้าฝ่ายวิจัยใช้ได้กับทุกบ้าน คือแทนที่จะจับเวลาเข้มงวด ให้ปกป้องกิจกรรมที่ไม่อยากให้หายไป เช่น เก็บมือถือออกจากห้องนอนตอนกลางคืน เปิดการควบคุมโดยผู้ปกครองที่มีในเครื่องและในแอป และคุยเรื่อง AI กับลูกสั้น ๆ แต่บ่อย ๆ วิธีสำรวจ ตารางเวลาแยกตามกิจกรรม เมนูตั้งค่าบน iPhone และ Android และคะแนนความน่าเชื่อถืออยู่ด้านล่าง
สรุปประเด็นสำคัญ
- ใครสำรวจ สำรวจอย่างไร: Common Sense Media จ้างบริษัทวิจัย SSRS สำรวจออนไลน์เด็กอเมริกันอายุ 9–17 ปี 1,211 คน ระหว่าง 29 เม.ย.–11 พ.ค. 2026 แล้วถ่วงน้ำหนักให้เป็นตัวแทนเด็กวัยนี้ทั้งประเทศ
- เวลาหน้าจอ: ค่ามัธยฐานของเวลาใช้จอเพื่อความบันเทิงคือ 8 ชั่วโมง 15 นาทีสำหรับวัยรุ่น (13–17 ปี) และ 5 ชั่วโมงสำหรับเด็กวัย 9–12 ปี ไม่รวมการเรียนและการบ้าน และนับซ้ำเมื่อทำหลายอย่างพร้อมกัน
- AI: 77% ของวัยรุ่นและ 49% ของเด็กวัย 9–12 ปีเคยใช้ AI ในเวลาว่าง แต่ในกลุ่มที่เคยใช้ มีเพียง 11% และ 15% ตามลำดับที่บอกว่าชอบ "มาก"
- เด็กไทย: รายงานไม่มีข้อมูลเด็กไทย และ ReadEval ไม่พบผลสำรวจของไทยที่ใช้วิธีวัดเดียวกันพอจะเทียบกันได้
ใครสำรวจ และสำรวจอย่างไร
Common Sense Media เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรในซานฟรานซิสโก ที่ทั้งให้คะแนนสื่อสำหรับครอบครัว ทำสื่อการสอน และรณรงค์เรื่องความปลอดภัยของเด็กในโลกดิจิทัล รายงานชุด Census นี้ทำมาตั้งแต่ปี 2015 และรอบนี้เป็นการสำรวจภาพรวมการใช้สื่อของเด็กครั้งแรกในรอบ 5 ปี ทุนมาจาก Bezos Family Foundation และผู้บริจาคสองคนคือ Jennifer Caldwell กับ John H.N. Fisher ผู้เขียนรายงานคือ Supreet Mann, Laura Zimmermann, Jenny Radesky และ Michael B. Robb หัวหน้าฝ่ายวิจัย
| หัวข้อ | รายละเอียดตามภาคผนวกวิธีการของรายงาน |
|---|---|
| ผู้เก็บข้อมูล | SSRS บริษัทวิจัยที่ Common Sense จ้าง |
| วิธีหาผู้ตอบ | เชิญผ่านพ่อแม่ที่เป็นสมาชิก SSRS Opinion Panel ซึ่งสุ่มสมาชิกจากรายชื่อที่อยู่ทั่วสหรัฐฯ และจากเบอร์มือถือแบบเติมเงิน พ่อแม่ต้องยินยอมก่อน แล้วให้เด็กตอบเอง บ้านที่มีเด็กหลายคนเลือกคนที่เพิ่งผ่านวันเกิดล่าสุดเพียงคนเดียว |
| ช่วงเวลา | 29 เม.ย.–11 พ.ค. 2026 |
| จำนวน | 1,211 คน แบ่งเป็นเด็กวัย 9–12 ปี (tween) 614 คน และวัยรุ่น 13–17 ปี (teen) 597 คน |
| ภาษาและช่องทาง | ตอบออนไลน์ ภาษาอังกฤษ 1,168 คน ภาษาสเปน 43 คน ใช้เวลาตอบราว 11 นาที (ค่ามัธยฐาน) พ่อแม่ได้บัตรของขวัญอิเล็กทรอนิกส์ และเด็กได้ค่าตอบแทนหลังตอบเสร็จ |
| คำถามเรื่องเวลา | ให้เด็กประเมินว่า "เมื่อวาน" ใช้เวลาทำแต่ละกิจกรรม "เพื่อความสนุก" นานเท่าไร รวมทุกอุปกรณ์ ไม่รวมการใช้ที่โรงเรียนหรือทำการบ้าน |
| การปรับผล | ถ่วงน้ำหนักให้ตรงกับประชากรเด็กอายุ 9–17 ปีในสหรัฐฯ ตามอายุ เพศ ระดับชั้น เชื้อชาติ ภูมิภาค และข้อมูลของพ่อแม่ |
| ความคลาดเคลื่อน | ±3.2 จุดเปอร์เซ็นต์สำหรับทั้งกลุ่ม กลุ่มย่อยจะกว้างกว่านี้ |
| อัตราการตอบ | ถ้านับตั้งแต่ขั้นชวนคนเข้าแผงสำรวจจนถึงตอบแบบสำรวจนี้ อัตราการตอบสะสมอยู่ที่ 2.84% |
| สัมภาษณ์เพิ่ม | คุยเชิงลึกกับเด็ก 8 คนระหว่าง 23 พ.ค.–2 มิ.ย. 2026 เพื่อเก็บคำพูดประกอบ |
สองข้อที่ควรรู้เมื่ออ่านตารางนี้ ข้อแรก แผงสำรวจของ SSRS สุ่มสมาชิกจากรายชื่อที่อยู่ ต่างจากแผงสำรวจออนไลน์ที่ให้คนสมัครเข้ามาเอง จึงเป็นวิธีที่ใกล้การสุ่มจริงมากกว่า ข้อสอง อัตราการตอบสะสม 2.84% แปลว่าจากคนที่ถูกชวนตั้งแต่ต้นทาง มีไม่ถึง 3 ใน 100 ที่เดินมาถึงขั้นตอบแบบสำรวจนี้ การถ่วงน้ำหนักช่วยปรับสัดส่วนได้ แต่รายงานยอมรับเองว่ายังมีความคลาดเคลื่อนแบบอื่นนอกจากการสุ่ม เช่น การเลือกผู้ตอบ ถ้อยคำคำถาม และการรายงานเวลาที่ไม่แม่น
"8 ชั่วโมง" อ่านอย่างไรให้ถูก
รอบนี้ Common Sense เปลี่ยนจากการรายงานค่าเฉลี่ยมาเป็นค่ามัธยฐาน เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยตอบเวลาสูงมากจนดึงค่าเฉลี่ยขึ้น ดูความต่างได้จากตารางด้านล่าง
| กลุ่ม | ค่ามัธยฐาน (เด็ก "ทั่วไป") | ค่าเฉลี่ย |
|---|---|---|
| เด็กวัย 9–12 ปี | 5 ชั่วโมง | 7 ชั่วโมง 32 นาที |
| วัยรุ่น 13–17 ปี | 8 ชั่วโมง 15 นาที | 12 ชั่วโมง 9 นาที |
ค่าเฉลี่ยของวัยรุ่นสูงเกิน 12 ชั่วโมงเพราะเวลาถูกนับซ้อน รายงานยกตัวอย่างว่าเด็กคนหนึ่งอาจรวมเวลากิจกรรมได้ 12 ชั่วโมงภายในช่วงเวลาจริงเพียง 8 ชั่วโมง ถ้าบางช่วงทำสองสามอย่างพร้อมกัน ผู้วิจัยจึงให้มองตัวเลขรวมเป็น "ผลรวมของทุกสิ่งที่เด็กทำกับจอ" มากกว่าจำนวนชั่วโมงบนนาฬิกา แต่ก็ย้ำว่าการนับซ้อนไม่ได้ทำให้ข้อกังวลหายไป เพราะเวลาที่ใช้กับจออาจกำลังเบียดการนอน การบ้าน และเวลากับคนรอบตัวพร้อมกันหลายอย่าง
เมื่อแบ่งเป็นช่วงเวลา วัยรุ่น 43% ใช้จอเพื่อความบันเทิงตั้งแต่ 10 ชั่วโมงขึ้นไป (เด็กวัย 9–12 ปีอยู่ที่ 23%) ส่วนคนที่ใช้ไม่ถึง 3 ชั่วโมงมีวัยรุ่นเพียง 8% และวัยรุ่นเกือบครึ่ง (48%) รู้สึกว่าตัวเองใช้จอ "มากเกินไป" กลุ่มนี้มีค่ามัธยฐานของเวลา 9 ชั่วโมง 1 นาที เทียบกับ 7 ชั่วโมง 51 นาทีในกลุ่มที่บอกว่าใช้ "พอดี"
ตารางด้านล่างคือเวลาของวัยรุ่นแยกตามกิจกรรม จุดที่ต้องระวังคือ เวลาในแต่ละแถวคิดจาก เฉพาะวัยรุ่นที่ทำกิจกรรมนั้นเมื่อวาน ไม่ใช่วัยรุ่นทุกคน จึงนำมาบวกกันไม่ได้
| กิจกรรม (วัยรุ่น 13–17 ปี) | สัดส่วนที่ทำเมื่อวาน | ค่ามัธยฐานของเวลา (เฉพาะคนที่ทำ) |
|---|---|---|
| ดูทีวีและวิดีโอทุกแบบรวมกัน | 96% | 3 ชั่วโมง 36 นาที |
| ดูคลิปสั้น | 85% | 1 ชั่วโมง 55 นาที |
| ส่งข้อความหาคนอื่น | 81% | 1 ชั่วโมง 15 นาที |
| ใช้โซเชียลมีเดีย | 79% | 2 ชั่วโมง |
| ดูทีวีหรือภาพยนตร์ | 64% | 2 ชั่วโมง |
| เล่นเกม | 58% | 2 ชั่วโมง |
| ดูวิดีโอยาวหรือไลฟ์ | 57% | 1 ชั่วโมง 25 นาที |
| อ่านหนังสือเพื่อความสนุก | 23% | 1 ชั่วโมง |
การอ่านหนังสือเพื่อความสนุกเป็นกิจกรรมเดียวที่ลดลงเมื่อเด็กโตขึ้น จาก 45% ในเด็กวัย 9–12 ปี เหลือ 23% ในวัยรุ่น
เรื่องเวลาที่ใช้กับ AI รายงานให้ค่ามัธยฐานราว 1 ชั่วโมงทั้งสองกลุ่มอายุ แต่ตัวเลขนี้คิดจากเด็กที่ใช้ AI ในวันก่อนตอบแบบสำรวจเพียง 172 คน และในกลุ่มวัย 9–12 ปีมีแค่ 54 คน จึงควรมองเป็นภาพคร่าว ๆ ส่วนความถี่ใช้งาน วัยรุ่น 47% ใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และ 16% ใช้ทุกวัน
ใช้เยอะ แต่ไม่ได้ชอบเยอะ

แท่งบนกับแท่งล่างในภาพใช้ฐานคนละกลุ่ม แท่งบนคือสัดส่วนจากวัยรุ่นทั้งหมด แท่งล่างคือสัดส่วนจากเฉพาะคนที่เคยทำกิจกรรมนั้น รายงานใช้การเทียบแบบนี้ชี้ว่า "การใช้มาก" ไม่ได้แปลว่า "ชอบมาก" ภาพรวมทุกวัยมีเด็ก 65% ที่เคยใช้ AI ในเวลาว่าง แต่ในกลุ่มที่เคยใช้มีเพียง 12% ที่ชอบมาก
แอป AI ที่เด็กกลุ่มที่เคยใช้ AI ใช้มากที่สุดคือ ChatGPT (79%) ตามด้วย Google Gemini (48%), Meta AI (25%), Snapchat My AI (19%) และ Microsoft Copilot (15%) แต่เมื่อถามว่าแพลตฟอร์มไหนเป็นอันดับหนึ่งที่ขาดไม่ได้ มีเพียง 4% ที่เลือก ChatGPT ขณะที่ YouTube เป็นอันดับหนึ่งของเด็กวัย 9–12 ปีถึง 68% ส่วนวัยรุ่นแบ่งกันระหว่าง YouTube (30%) กับ TikTok (28%)
คลิปสั้นเป็นข้อยกเว้นของรูปแบบนี้ เด็กราวสองในสามที่ดูคลิปสั้นบอกว่าชอบมาก (65% ในเด็กวัย 9–12 ปี และ 64% ในวัยรุ่น) และเป็นกิจกรรมที่วัยรุ่น 82% ทำทุกวัน ซึ่งสูงที่สุดในทุกกิจกรรมที่วัด ฝั่งโซเชียลมีเดีย วัยรุ่นใช้ 86% แต่ในกลุ่มนี้ชอบมากเพียง 47% ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่าฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจอาจทำให้เด็กอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้ชอบเสมอไป ข้อนี้เป็นการตีความของผู้วิจัย การสำรวจไม่ได้วัดสาเหตุโดยตรง
เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้แอปที่ไม่ได้ทำมาเพื่อพวกเขา
| อายุ | มีสมาร์ตโฟนของตัวเอง | เคยใช้แชตบอตหรือ AI เพื่อนคุย |
|---|---|---|
| 9 ปี | 24% | 36% |
| 10 ปี | 47% | 45% |
| 11 ปี | 57% | 55% |
| 12 ปี | 63% | 65% |
| 13 ปี | 74% | 73% |
| 17 ปี | 94% | 78% |
การมีสมาร์ตโฟนของตัวเองเพิ่มเกือบเท่าตัวระหว่างอายุ 9 กับ 10 ปี และการใช้แชตบอตเพิ่มราวปีละ 10 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงวัย 9–12 ปี ก่อนจะทรงตัวราว 8 ใน 10 ตั้งแต่อายุ 15 ปี ด้านโซเชียลมีเดีย เด็กวัย 9–12 ปีครึ่งหนึ่ง (50%) ใช้ในวันที่สำรวจ ค่ามัธยฐาน 1 ชั่วโมง 25 นาที และราว 1 ใน 3 (32%) ของเด็กวัยนี้เข้า TikTok อย่างน้อยเดือนละครั้ง
Michael Robb บอก The National News Desk ว่า "บริษัทโซเชียลมีเดียและ AI กันเด็กเล็กออกจากแอปได้ไม่ดี" ทั้งนี้รายงานเองระบุว่าแพลตฟอร์มส่วนใหญ่กำหนดให้ผู้ใช้อายุต่ำกว่า 13 ปีต้องได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ และ ReadEval ไม่พบว่ารายงานแยกว่าเด็กใช้ผ่านบัญชีของตัวเอง บัญชีของพ่อแม่ หรือได้รับอนุญาตแล้ว ตัวเลขนี้จึงบอกว่าเด็กเข้าถึงแอปเร็วแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าทุกกรณีเป็นการฝ่ากฎ
รายงานยังพบช่องว่างตามรายได้ครอบครัว เด็กจากบ้านรายได้ต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์ต่อปีมีคอมพิวเตอร์ในบ้าน 83% เทียบกับ 92–93% ในบ้านรายได้สูงกว่า และมีคอมพิวเตอร์ของตัวเอง 46% เทียบกับ 56–59% ขณะที่การมีมือถือใกล้เคียงกันทุกระดับรายได้
ตัวเลขนี้บอกอะไรเกี่ยวกับเด็กไทยได้บ้าง
สิ่งที่รู้: ผู้ตอบทั้งหมดเป็นเด็กที่อาศัยในสหรัฐฯ ตอบเป็นภาษาอังกฤษหรือสเปน และถ่วงน้ำหนักให้แทนประชากรเด็กอเมริกัน ตัวเลขจึงบอกได้เฉพาะเด็กในสหรัฐฯ
สิ่งที่ไม่รู้: เด็กไทยใช้จอเพื่อความบันเทิงวันละเท่าไร ใช้และชอบ AI แค่ไหน และเริ่มใช้แชตบอตตั้งแต่อายุเท่าไร ReadEval ไม่พบผลสำรวจระดับประเทศของไทยที่ถามเด็กอายุ 9–17 ปีด้วยวิธีเดียวกัน (ให้ประเมินเวลาเมื่อวานแยกตามกิจกรรม นับเวลาซ้อน และรายงานเป็นค่ามัธยฐาน) งานวิจัยไทยที่ ReadEval ค้นเจอวัดกลุ่มอื่นด้วยนิยามอื่น เช่น งานของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่สำรวจนักศึกษามหาวิทยาลัย 446 คนช่วง ธ.ค. 2023–ม.ค. 2024 จึงนำมาวางเทียบกันไม่ได้ แม้แต่ Common Sense เองยังไม่เทียบเวลาหน้าจอรอบนี้กับรอบก่อนของตัวเอง เพราะเปลี่ยนวิธีวัด
สิ่งที่ ReadEval ประเมิน: แอปที่ถูกพูดถึง เช่น YouTube, TikTok, ChatGPT และ Gemini เป็นชื่อที่ผู้อ่านไทยคุ้นเคย แต่แอปเดียวกันไม่ได้แปลว่าพฤติกรรมเหมือนกัน ทั้งเรื่องอายุที่ได้มือถือเครื่องแรก การใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้าน และกฎของโรงเรียนต่างกันได้มาก ส่วนเงื่อนไขอายุขั้นต่ำที่รายงานพูดถึงเป็นนโยบายที่ใช้ในสหรัฐฯ ReadEval ไม่ได้ตรวจเงื่อนไขอายุของบัญชีในไทยแยกต่างหาก วิธีใช้รายงานนี้ที่ปลอดภัยที่สุดคือใช้เป็นคำถามไปคุยกับลูก ("เมื่อวานดูคลิปนานแค่ไหน" "ใช้ AI ทำอะไร ชอบไหม") ไม่ใช่ใช้เป็นเกณฑ์วัดว่าลูกใช้จอมากหรือน้อยกว่าเด็กทั่วไป
พ่อแม่ทำอะไรได้บ้าง
Michael Robb บอก The National News Desk ว่าการจำกัดเวลาอย่างเข้มงวดทำได้ยากในทางปฏิบัติ และ "มีงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ว่าเวลาบนอุปกรณ์สำคัญน้อยกว่าสิ่งที่มันมาแทนที่และสิ่งที่เกิดขึ้นบนอุปกรณ์" (แปลโดย ReadEval) เขาแนะนำ 3 ทาง
- ปกป้องกิจกรรมที่ไม่อยากให้หายไป: การนอน ("เก็บมือถือออกจากห้องนอนตอนกลางคืน") เวลาอยู่กลางแจ้ง การอ่าน และเวลากับครอบครัว
- ใช้การควบคุมโดยผู้ปกครองที่มีในแพลตฟอร์ม เพื่อกันเนื้อหาที่ไม่เหมาะ และดูว่าลูกติดต่อกับใครออนไลน์
- คุยเรื่อง AI สั้น ๆ แต่ต่อเนื่อง เพื่อดูว่าลูกพึ่ง AI มากจนกระทบการเรียนรู้หรือการเข้าสังคมหรือไม่
เขายังบอกว่า "การมีโทรศัพท์ไม่ได้แปลว่าเด็กต้องเข้าถึงทุกแอปในเครื่อง" และ "เด็ก ป.4 หรือ ป.5 ไม่ได้จำเป็นต้องมีโทรศัพท์ทุกคน" (ต้นฉบับใช้ fourth- or fifth-grader ซึ่งเทียบกับชั้นประถมปีที่ 4–5) นอกจากนี้ Common Sense มีแบบฟอร์มวางแผนการใช้เทคโนโลยีในครอบครัว (family tech planner) ให้ดาวน์โหลดจากหน้ารายงาน
ถ้าต้องการให้เครื่องช่วย "ปิดจอตอนกลางคืน" ขั้นตอนตามหน้าช่วยเหลือของ Apple และ Google มีดังนี้ (ReadEval ไม่ได้ทดลองกดในเครื่องจริง ชื่อเมนูอาจต่างตามเวอร์ชัน)
iPhone และ iPad (หน้าช่วยเหลือของ Apple อัปเดต 26 ต.ค. 2026)
ต้องเตรียมก่อน: ตั้ง Family Sharing สร้าง Child Account ให้ลูกแล้วเพิ่มเข้ากลุ่มครอบครัว และใช้การควบคุมโดยผู้ปกครองแบบใหม่ซึ่งต้องใช้ iOS 27 หรือ iPadOS 27
- บนเครื่องของพ่อแม่ เปิด Settings แตะ Family แล้วเลือกชื่อลูก (ใส่รหัส Screen Time ถ้าระบบถาม)
- แตะ Screen Time Schedule แล้วเปิด Schedule
- เลื่อนลงแตะ Add Schedule แล้วเลือกวันที่ต้องการให้มีผล
- ถ้าต้องการจำกัดเวลาใช้แอป ให้กลับไปที่หน้าชื่อลูก แตะ Time Allowances แตะปุ่มเพิ่ม แล้วทำตามขั้นตอนบนจอ
Android (แอป Google Family Link)
- เปิดแอป Family Link แล้วเลือกลูกที่มุมซ้ายบน
- แตะ Screen time ที่มุมซ้ายล่าง แล้วแตะ Time limits
- เปิด Daily limit แล้วแตะ Weekly schedule
- เลือกวัน แล้วใส่จำนวนเวลาที่อนุญาต
- ถ้าต้องการใช้กับทุกวัน แตะ Apply to all days of the week แล้วแตะ Done
Google ระบุว่าตั้งขีดจำกัดได้บนอุปกรณ์ Android 7 ขึ้นไป และขีดจำกัดรายวันมีผลกับแต่ละอุปกรณ์ Android หรือ Chromebook ที่ลูกใช้ ส่วนการตั้งช่วงเวลาห้ามใช้ตอนกลางคืนอยู่ในหน้าช่วยเหลืออีกหน้าของ Google เรื่องการตั้งตารางเวลา
ส่วนการควบคุมโดยผู้ปกครองใน ChatGPT และผลทดสอบที่ Common Sense พบว่ายังมีช่องโหว่ อ่านได้ในข่าว Common Sense Media ให้ ChatGPT โหมดวัยรุ่นเสี่ยงเกินรับได้ ของ ReadEval
ตัวเลขที่อาจเห็นไม่ตรงกัน
| ที่มา | ตัวเลข | ทำไมไม่ตรงกับรายงานนี้ |
|---|---|---|
| รายงาน AI Use by Tweens and Teens ของ Common Sense (8 มิ.ย. 2026) | เด็กอายุ 9–17 ปี 86% ใช้ AI | คนละการสำรวจ (เด็ก 1,204 คน เก็บ 18–26 มี.ค. 2026) และถามว่า "ใช้หรือมีปฏิสัมพันธ์กับ AI รูปแบบใดก็ได้" ซึ่งรวมการใช้ทำการบ้าน ส่วนรายงานนี้ถามเฉพาะการใช้แชตบอตหรือ AI เพื่อนคุยในเวลาว่าง จึงได้ 65% |
| Census รอบปี 2021 ของ Common Sense | วัยรุ่น 8 ชั่วโมง 39 นาที เด็กวัยก่อนวัยรุ่น 5 ชั่วโมง 33 นาที | รอบนั้นเป็นค่าเฉลี่ย ถามเด็กอายุ 8–18 ปี 1,677 คน และใช้แผงสำรวจของ Ipsos ส่วนรอบนี้เป็นค่ามัธยฐาน อายุ 9–17 ปี และเปลี่ยนคำถามให้แยกตามกิจกรรม ถ้าเห็นใครเขียนว่าเวลาหน้าจอ "ลดลง" จาก 8:39 เป็น 8:15 ถือว่าเทียบผิด รายงานระบุเองว่าไม่เทียบเวลากับรอบก่อน |
| The National News Desk (ข่าวที่สถานีท้องถิ่นหลายแห่งนำไปลง) | วัยรุ่นใช้เวลากับทีวีและวิดีโอ 3 ชั่วโมงกว่า เกม 2 ชั่วโมง โซเชียล 2 ชั่วโมง AI 1 ชั่วโมง | ตัวเลขถูก แต่เป็นค่ามัธยฐานของ เฉพาะคนที่ทำกิจกรรมนั้นเมื่อวาน ไม่ใช่ของวัยรุ่นทุกคน เช่น เวลากับ AI คิดจากเด็กที่ใช้ AI ในวันนั้นเพียง 172 คนจากทั้งหมด 1,211 คน |
| ในรายงานเอง | สัดส่วนเด็กวัย 9–12 ปีที่เคยใช้ ChatGPT | ข้อความในรายงานเขียน 64% แต่กราฟ Figure 5 แสดง 69% ReadEval จึงใช้ตัวเลขรวมทุกวัย (79%) ซึ่งตรงกันทั้งสองที่ |
ความน่าเชื่อถือของผลสำรวจ
| เกณฑ์ | ผล | เหตุผล |
|---|---|---|
| ทำซ้ำได้ | ไม่ผ่าน | เปิดรายงานเต็ม ภาคผนวกวิธีการ และแบบสอบถาม แต่ไม่ได้เปิดข้อมูลดิบให้คนอื่นคำนวณซ้ำ |
| บอกสภาพแวดล้อมครบ | ผ่าน | ระบุผู้เก็บ วันเก็บ วิธีสุ่ม จำนวนแต่ละกลุ่มอายุ การถ่วงน้ำหนัก ถ้อยคำคำถาม และอัตราการตอบ |
| วัดหลายรอบและบอกความแปรปรวน | ผ่าน | รายงานค่าความคลาดเคลื่อน ทดสอบนัยสำคัญทางสถิติ และให้ทั้งค่ามัธยฐานกับค่าเฉลี่ย แม้เวลาจะมาจากการให้เด็กประเมินวันเดียว |
| เทียบอย่างยุติธรรม | ผ่าน | เทียบกลุ่มอายุด้วยคำถามเดียวกันและทดสอบนัยสำคัญ และไม่เทียบเวลากับรอบก่อนที่ใช้วิธีต่างกัน (จุดที่ต้องอ่านอย่างระวังคือกราฟใช้กับชอบใช้ฐานคนละกลุ่ม) |
| เป็นอิสระ | ไม่ผ่าน | ผู้เก็บข้อมูลเป็นบริษัทวิจัยภายนอก แต่ผู้ออกแบบและตีความคือองค์กรที่รณรงค์ให้แพลตฟอร์มคุมอายุผู้ใช้เข้มขึ้น ซึ่งเป็นข้อสรุปหลักของรายงานเอง |
| ยอมรับข้อจำกัด | ผ่าน | เตือนเรื่องการนับเวลาซ้อน การเทียบกับรอบก่อนไม่ได้ ความคลาดเคลื่อนนอกเหนือการสุ่ม และว่ารายงานวัดเวลา ไม่ได้วัดเนื้อหาที่เด็กดู |
รวม 4 จาก 6 ข้อ ป้าย 🟡 พอใช้อ้างอิงได้ วิธีเก็บข้อมูลเป็นระบบและเปิดเผยละเอียดกว่าผลสำรวจทั่วไป ตัวเลขสัดส่วน เช่น ใครเคยใช้อะไร และอายุที่เริ่มมีมือถือ เชื่อถือได้ในระดับดี ส่วนตัวเลขเวลาเป็นจุดที่อ่อนที่สุด เพราะมาจากการให้เด็กประเมินเองและนับซ้อน
บทวิเคราะห์จาก ReadEval
Eva · โต๊ะวิจัยและผลทดสอบ
ตัวเลขที่ควรจำจากรายงานนี้ไม่ใช่ "8 ชั่วโมง" แต่คือช่องว่างระหว่างเวลาที่เด็กให้กับจอ กับความสนุกที่เด็กได้กลับมา
ตัวเลขชั่วโมงเป็นตัวเลขที่พาดหัวง่ายที่สุด แต่ก็เปราะที่สุดในรายงาน เพราะเป็นค่าที่เด็กประเมินย้อนหลังเองและนับซ้อน ขณะที่ข้อค้นพบเรื่อง "ใช้แต่ไม่ได้ชอบ" มีน้ำหนักกว่า และเปิดให้ตีความได้สองทาง ทางหนึ่งคือ AI ถูกใช้แบบเครื่องมือ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสนุก (เราไม่ได้ "ชอบมาก" เครื่องคิดเลขเช่นกัน) อีกทางคือเด็กอยู่บนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาให้ใช้นานโดยไม่ได้มีความสุขกับมันเท่าไรนัก รายงานยังแยกไม่ได้ว่าทางไหนจริงกว่ากัน
ผู้อ่านควรรู้ด้วยว่า Common Sense Media เป็นทั้งผู้วิจัยและองค์กรรณรงค์ ข้อสรุปว่าระบบกันอายุ "ยังไม่ได้ผล" สอดคล้องกับจุดยืนที่องค์กรผลักดันอยู่ ข้อมูลไม่ได้ผิด แต่การเลือกว่าจะชูประเด็นไหนเป็นการตัดสินใจขององค์กร สำหรับพ่อแม่ในไทย ReadEval มองว่าคุณค่าของรายงานนี้อยู่ที่คำถามที่มันชวนให้ถาม ไม่ใช่ตัวเลขที่จะนำไปเทียบกับลูก ลองถามลูกว่าเมื่อวานใช้จอทำอะไรบ้าง อันไหนชอบจริง อันไหนแค่เลื่อนไปเรื่อย ๆ แล้วเลือกปกป้องเวลานอนกับเวลาที่ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันก่อน ซึ่งเป็นคำแนะนำที่ใช้ได้ไม่ว่าตัวเลขของเด็กไทยจะออกมาเท่าไร
แหล่งที่มา
- Common Sense Media: The 2026 Common Sense Media Census: Tech and Media Use by Tweens and Teens (หน้ารายงาน, 27 ต.ค. 2026)
- Common Sense Media: รายงานฉบับเต็ม Tech and Media Use by Tweens and Teens 2026 (PDF รวมภาคผนวกวิธีการ)
- The National News Desk (ผ่าน WACH): Screen-time report dives into how tweens and teens are using AI, social media and more
- Common Sense Media (ข่าวประชาสัมพันธ์ 8 มิ.ย. 2026): Inaugural Annual Study on AI Use by Tweens and Teens
- Common Sense Media: The Common Sense Media Census: AI Use by Tweens and Teens, 2026 (PDF)
- Common Sense Media: The Common Sense Census: Media Use by Tweens and Teens, 2021 (PDF)
- Frontiers in Psychiatry (2025): Digital screen time usage ... among Southern University students (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
- Apple Support: Set up parental controls to manage your child's iPhone or iPad
- Google For Families Help: Manage your child's screen time
- Wikimedia Commons: Flag of the United States